พระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า

| หน้าแรก | ชาติไทย | ศาสนา | พระมหากษัตริย์ |
| หน้าต่อไป |


พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

            ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยได้ประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก และมีผลกระทบถึงประเทศไทยค่อนข้างรุนแรง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของไทย  จนทำให้ต้องมีการลดรายจ่ายของแผ่นดิน เป็นจำนวนมากในหลายมาตรการด้วยกัน  หนึ่งในมาตรการดังกล่าวได้แก่ การลดงบประมาณในการในส่วนที่เป็นเงินเดือนของข้าราชการ  โดยวิธีลดปริมาณข้าราชการลง  ในสมัยนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในคำว่าดุลยภาพ มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน  ถูกพิจารณาให้ออกจากราชการก่อนเกษียณอายุเป็นจำนวนมาก  เกิดความไม่พอใจขึ้นทั่วไปในพวกที่ถูกปลดไปแล้ว  ส่วนพวกที่ยังไม่ถูกปลดก็เกิดความหวั่นไหวว่า ตนอาจจะต้องถูกดุลยภาพในอนาคต  จึงได้ขวนขวายหาทางป้องกันตนและพวกพ้องให้พ้นจากภาวะดังกล่าว
            จากปัญหาทางเศรษฐกิจได้นำมาสู่ปัญหาทางสังคม  การขวนขวายเพื่อความอยู่รอด จากการถูกดุลยภาพ เพราะจะทำให้ต้องสูญเสียความมั่นคงในชีวิต ที่ฝากไว้กับราชการ  การสูญเสียอำนาจหน้าที่ในราชการที่ได้ครองอยู่ และที่จะได้ก้าวหน้าต่อไป  ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕  อย่างเร่งรัด ขาดความพร้อมในหลายๆ ด้านโดย เฉพาะอย่างยิ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักว่าประชาธิปไตยคืออะไร  เกิดการก่อความไม่สงบในรูปแบบต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
            ประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่สามารถจะให้เกิดมีขึ้นได้โดยธรรม เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ด้วยวิธีอื่น  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริ ที่จะให้คนไทยทุกหมู่เหล่า มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีแผนงาน และการดำเนินการที่รัดกุมเป็นขั้นตอน เพื่อความเป็นประชาธิปไตย ที่ถูกถ้วนสมบูรณ์แบบอย่างมั่นคง และเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานอย่างแน่วแน่ ที่จะพัฒนาการปกครองระบอบประชาธิปไตย ขึ้นในประเทศไทยมาตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙  ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาพิจารณาถึง ๒ ฉบับตอนต้นรัชกาลฉบับหนึ่ง และก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ อีกฉบับหนึ่ง  พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเป็นอันมาก เพื่อวางพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธปไตย  แม้พระองค์เองก็ทรงทำพระองค์เป็นแบบอย่าง เช่น ทรงเสียเงินรัชชูปการ ให้แก่ทางราชการ เช่นเดียวกับชายไทยทั่วไปที่เป็นเลข หรือคนที่จะต้องปฏิบัติราชการ  นับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากในฐานะที่พระองค์ทรงเป็น พระมหากษัตริย์ในระบอบการปกครอง แบบสมบูรณาญาสิทธิราช
            แนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ปรากฎอยู่ในหลักฐานต่าง ๆ ในรัชสมัยของพระองค์ พอประมวลได้ดังนี้


การปกครองท้องถิ่น

ร่างพระราชบัญญัติเทศบาล :  แนวพระราชดำรที่จะพัฒนาการเมืองในขั้นการวางรากฐาน ให้ราษฏรรู้จักปกครองตนเอง


ร่างหนังสือ ถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์
เรื่อง คิดจะจัดการประชาภิบาล (Municipality) เมื่อ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๖๙

ทูลสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์
            ด้วยเรื่องที่คิดจะจัดการประชาภิบาล(Municpality) ตามที่ได้เคยปรึกษาการแล้ว
.....ดูเหมือนพระองค์ท่านใคร่จะสะสางการงานในกรมนคราทรเสียให้เสร็จเรียบร้อยก่อน  จึงจะทรงคิดจัดเรื่องประชาภิบาล (MunicipalitY) ต่อไป ให้นาย อาร์.ดี.เดรก มาช่วยคิดการนั้น หม่อมฉันได้มาตรองดูเห็นว่า ถ้าดังนั้นการจะช้าไป ควรลงมือคิดการเสียแต่ในบัดนี้  เมื่อสะสางกรมนคราทรแล้ว พอดีกันที่ให้กรมนี้จัดการขั้นต้นไปก่อน ที่หม่อมฉันเห็นว่าควรจะคิดเตรียมการไว้เสียแต่บัดนี้  เพราะเหตุว่าเขาจะต้องสอบสวนเปรียบเทียบกับเมืองใกล้เคียง  จึงควรจะกะตัวผู้ที่จะเป็นกรรมการวางโครง  หม่อมฉันขอให้ทรงพระราชดำริทีเดียวจะได้ทันกัน มิฉะนั้นถึงเวลาจะทำก็จะชักช้า ที่ต้องสอบสวนอยู่อีก  เมื่อจะต้องพระประสงค์ผู้ใดเป็นกรรมการบ้าง ขอให้ทรงกะตัวขึ้นมา

(พระบรมนามาภิไธย)


บันทึกความเห็นของ เซอร์ เอดวาร์ด กุ๊ก (Sir Edward cook) เมื่อ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๗๐
เรื่องการประชาภิบาลในกรุงสยาม (Municipality in Siam)

ถวายเสนาบดี
            มีรับสั่งให้ เกล้า ฯ ถวายความเห็นในหนังสือจากกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเรื่องอันเกี่ยวกับเงินรายได้ ซึ่งได้โอนให้แก่การประชาภิบาล  ซึ่งได้ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการสุขาภิบาล ตามหัวเมือง ร.ศ.๑๒๗
หนังสือเหล่านี้มีความเช่นเดียวกับฉบับก่อน.....
            ๒.  ฐานะแห่งสุขาภิบาลท้องที่เหล่านี้..... เห็นได้ชัดว่าไม่เป็นที่พึงพอใจดังเหตุผลอันจะปรากฎต่อไป..... สุขาภิบาลเหล่านี้ยังคงมีฐานะอันไม่แน่นอนอยู่ตราบใด  และรัฐบาลยังไม่ได้วางทางการอันชัดเจนในเรื่องสุขาภิบาล  ในเรื่องสุขาภิบาลหัวเมืองตราบใด..... ก็จะไม่เป็นประโยชน์ตราบนั้น.....
            ๓.  เกล้า ฯ ไม่ทราบการณ์แน่แท้แห่งการมีพระราชบัญญัติ ร.ศ.๑๒๗ ขึ้น และไม่ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราโชบาย  และที่ปรึกษาของพระองค์ได้มีความดำริห์ประการใด  จึงได้ทรงเริ่มตั้งการปกครองแผนกนี้ขึ้น  แต่เกล้า ฯ ถือว่าความมุ่งหมายที่ได้มีอยู่นั้น กว้างขวางกว่าที่จะตั้งบุคคลขึ้นคณะหนึ่ง ให้มีหน้าที่เพียงแต่จะรักษาความสอาด ในเขตเมืองทั้งหลาย..... เกล้า ฯ คาดว่าในเวลานั้น รัฐบาลคงมีความคิดที่จะวางรากฐาน แห่งการอันหนึ่งซึ่งมีลักษณะ แห่งการให้ราษฎปกครองท้องที่โดยพละตน  อันจะเป็นทางฝึกฝนให้ประชาชนรู้สึกความรับผิดชอบแห่งการ เป็นพลเมือง แลเห็นแก่การของบ้านเมืองได้ในวันข้างหน้า  คุณสมบัติทั้งสองประการนี้แล จะนำให้ก้าวหน้าไปในทางโพลิติก และวิธีการปกครอง ซึ่งรวบรัดกิจการทั้งสิ้นมาอยู่ในศูนย์กลางแห่งทุกวันนี้.....
            ๔.  รัฐบาลจะได้มีความประสงค์อย่างไรก็ตาม..... เห็นชัดว่าท้องที่ซึ่งได้จัดสุขาภิบาลนั้น ได้ก้าวหน้าในข้อแรกเพียงเล็กน้อย  ส่วนในข้อสองนั้นนับว่าไม่มีผลเสียเลย.....
            ๕.  ข้างฝ่ายกรมสาธารณสุข..... ก็ได้ร้องทุกข์..... ว่ารายได้ของแผ่นดินซึ่งมอบให้แก่สุขาภิบาลนั้น ขาดแคลนไม่พอจริง ๆ..... แต่อีกฝ่ายหนึ่งกระทรวงพระคลัง ก็ไม่มีความกระตือรือล้นเสียเลย ในเรื่องที่จะโอนรายได้ให้สุขาภิบาลอีก
            ๖.  ในประเทศอื่น เกล้า ฯ เคยพบเห็นความยากลำบาก....ในการพยายามเพราะพืชพันธุ์แห่งการปกครองท้องที่โดยลำพังราษฎร ในเขตเมืองเล็ก ๆ เพราะในเมืองเหล่านั้น ความคิดว่าจะการงานเพื่อประโยชน์แก่คนทั่วไป  โดยมิได้ค่าป่วยการตอบแทนสำหรับตนนั้น เป็นความคิดใหม่เหลือที่จะเข้าใจได้ เกล้า ฯ ได้ความรู้มาว่า จะต้องใช้ความพากเพียรมากมาย.....
            ๗.  .....สุขาภิบาลท้องที่ ๒๕ รายนั้น  แท้จริงไม่ต่างไปจากคณะข้าราชการประจำท้องที่นั้นๆ มีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอเป็นประธาน  ช่วงที่พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ.๑๒๗ เปิดไว้อย่างแคบ ๆ ว่า ให้มีราษฎรในคณะกรรมการด้วยนั้น แม้ในบางท้องที่จะได้ปฏิบัติตาม..... ก็นับว่าไม่มีผล..... กระทรวงพระคลัง ฯ ควรจะช่วยเหลือการสุขาภิบาลด้วยวิธีแบ่งเงินรายได้ของรัฐบาลกลาง เป็นจำนวนมากพอ.....
            ๘.  การที่พระทรวงพระคลัง ฯ มีทั้งความระวังและความระแวงนั้น..... กระทรวงพระคลัง ฯ ไม่ได้ทราบข้อความที่แน่นอนว่าได้จ่ายเงินกันไปอย่างไร.....
            ๙.  เกล้า ฯ มีความเห็นว่า ข้อบกพร่องข้อใหญ่ที่สุด เท่าที่กระทรวงพระคลัง ฯ ทราบก็คือไม่มีการตรวจบัญชีรายได้ หรือรายจ่ายของสุขาภิบาลตามสมควร..... ในประเทศต่างๆทุกประเทศ การปกครองอย่างประชาภิบาล ได้งอกงามขึ้นได้ก็ด้วยอาศัยการกำกับตรวจตราการเงินอย่างแข็งแรงเป็นชีวิต  เรื่องการเงินนั้นแลเป็นข้อสำคัญ ซึ่งเจ้าพนักงานท้องที่มักปฏิบัติไม่ได้.....
            ๑๐.  .....บัญชีรายงานฉบับสุดท้ายของกรมสาธารณสุข ก็ให้ความรู้ในเรื่องรายได้รายจ่ายในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ นั้นบ้าง เมื่อดูในทีแรกก็บอกชัดว่าสมแก่สิ่งที่เกล้า ฯ ได้ยินได้ฟังมา.....
            ๑๑.  .....สุขาภิบาล ๒๕ รายนั้น บางรายมิได้ทำอะไรเลย.....
            ๑๒.  ตรงกันข้ามสุขาภิบาลบางแห่ง เช่นเชียงใหม่ แลภูเก็ต มีรายได้แห่งละกว่า ๘๐,๐๐๐ บาท  สำหรับเมืองสองเมืองนี้..... ยังพอมีแนวแห่งลักษณะพลเมืองปกครองท้องที่
            ๑๓.  ส่วนทางที่ได้จ่ายรายได้ไปนั้น  เห็นชัดว่าเป็นส่วนจ่ายสำหรับเงินเดือนมากเกินไป.....
            ๑๔.  .....ต้องถือว่าสุขาภิบาลที่ตัวจังหวัด ประกอบด้วยกรรมการ ๙ คน คือผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายแพทย์ นายช่างสุขาภิบาล นายอำเภอเมือง และกำนัน ๔ คน ซึ่งสมุหเทศาภิบาลเป็นผู้เลือกขึ้นมาเป็นกรรมการ ถ้าเขตสุขาภิบาลมิได้เป็นจังหวัด คณะกรรมการจะมีนายอำเภอ นายแพทย์ ปลัดอำเภอ และอีก ๖ คน เป็นกำนัน.....
            ๑๕.  .....เรื่องนี้เป็นปัญหาเรื่องการปกครอง แลการเงิน ผูกพันกันโดย จะแยกออกมิได้.....
            ๑๖.  .....รัฐบาลจำเป็น จะต้องวินิจฉัยให้เด็ดขาดว่ามีความประสงค์ หรือไม่ที่จะใช้สุขาภิบาล เป็นเครื่องมืออบรมพลเมือง ให้มีความคิดความเห็นและนิสัย..... การปกครองท้องที่โดยลำพังราษฎร
            ๑๗.  .....
            ๑๘.  .....ในระหว่างเวลา ๑๙ ปี ที่ได้ใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้มานั้น กิจการแทบไม่ได้ก้าวหน้าเลย..... การที่จะพยายามดำเนินการโดยด่วนนั้น ประกอบด้วยอันตราย.....
            ๑๙  การปฏิบัติการนั้นเห็นได้ว่ามีความยากลำบากตั้งแต่ต้น ที่จะต้องหาราษฎรที่มีวุฒิเหมาะแก่งาน.....
            ๒๐. .....เกล้า ฯ เข้าใจได้ว่าการที่จะจัดตั้งราษฎร ซึ่งไม่มีสัญชาติไทยจริงนั้น อาจมีความยากลำบาก.....
            ๒๑.  .....รัฐบาลคงเห็นสมควรที่จะพากเพียรแสวงหาเจ้าพนักงานที่มีคุณวุฒิอันเหมาะให้มาควบคุม ประชาภิบาลเหล่านี้ มิฉะนั้นก็จะมีอันตรายว่า การทดลองนี้จะไร้ผลเสียแต่ในชั้นต้น.....
            ๒๒.  .....การผ่อนให้มีความรับผิดชอบในการเงินเพิ่มขึ้นทีละน้อยนั้น คงจะเป็นทางให้ได้ผลดีที่สุด.....
            ๒๓. ในขั้นต้น เป็นการสำคัญมากที่จะต้องจัดการตรงควบคุมการประชาภิบาล เหล่านี้โดยระมัดระวัง แลค่อยคลายการควบคุมนั้นทีละน้อยในเวลาข้างหน้า.....
            ๒๔. ส่วนการตรวจควบคุมเรื่องเงิน..... ผู้ตรวจบัญชีต้องเป็นผู้รับผิดชอบตรงต่อกระทรวงพระคลัง.....
            ๒๕. ในชั้นต้นรัฐบาลอาจตกลงใจว่า จะเริ่มทำการเป็นการทดลองแต่น้อยตำบลก่อน.....
            ๒๖. ข้อความที่ได้กล่าวมานี้  ไม่มีข้อใดเลยที่จะอ้างได้ว่าเป็นความคิดเห็นใหม่  โดยมากเป็นข้อความซึ่งผู้ที่สนใจในเรื่องนี้ได้คิดเห็นแล้ว  ที่เกล้า ฯ ได้รวบรวมไว้ในบันทึกฉบับนี้ ก็โดยหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์..... กิจการเรื่องนี้ไม่สู้มีควรก้าวหน้านั้น จะโทษว่าเป็นเพราะสิ่งที่ไม่ได้กล่าวไว้ หรือข้อบกพร่องในพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้ แต่ออกจะเป็นเพราะไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติต่างหาก.....
            ๒๗. .....สิ่งที่อาจเป็นข้อยากที่สุดก็คือการเลือกคนที่เหมาะแก่การนี้..... แต่อย่างไรก็ดี เวลานี้ยังมีคนอีกรุ่นหนึ่งซึ่งกำลังเติบโตขึ้น  แลควรมีความสามารถช่วยในการทำความก้าวหน้า ให้แก่ประเทศดีกว่าคนรุ่นเก่า  ความแพร่หลายของการประถมศึกษาในระหว่าง ๑๐ ปีที่ล่วงไป .....ความสำเร็จแน่ชัดแห่งการลูกเสือ..... แสดงว่าในไม่ช้า..... คนไทยชั้นหนุ่มเมื่อมีผู้ชักจุงไปในทางที่ดีแล้ว จะอาจสามารถทำการได้ถึงเพียงใด


หนังสือราชการ พระองค์เจ้าศุภโยคเกษม เสนาบดีกระทรวงพระคลัง ฯ
เรื่อง การโอนรายได้ของแผ่นดินไปให้สุขาภิบาล ลง ๑๓ ตุลาคม ๒๔๗๐

            รายงานกราบทูลพระกรุณาว่า เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยขอโอนเงินรายได้แผ่นดิน..... ไปเป็นรายได้ของสุขาภิบาลท้องที่บางแห่ง  ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวพันถึงรัฎฐประสาสโนบาย  จึงได้ตอบไปว่า ควรกระทรวงมหาดไทย พิจารณาวางหลักขึ้นไปเสียก่อนว่า จะจัดสุขาภิบาลท้องที่เป็น Municipality ด้วยความมุ่งหมายจะให้ประชาชนในท้องที่นั้น ๆ รู้จักปกครองตัวเอง หรือจะจัดแต่เพียงกระทำ และรักษาความสะอาด ในท้องที่เท่านั้น

พระราชกระแส
            เรื่องเงินสุขาภิบาล แต่เดิมคงจะมีประสงค์เพียงให้มีเงินก้อนใด ก้อนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่หยิบฉวยได้  สำหรับบำรุงบ้านเมือง  และเชื่อกันว่าคงจะไม่ใช่ในสิ่งเหลวไหล  ที่เหลวไหลไปต้องนับว่าเป็น abuse ไม่ใช่ว่าหลักการไม่ดี เป็นแต่ปฏิบัติไม่ดี  สำหรับการต่อไปฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการควรแก้ไขให้เป็น municipality จริง ๆ มากขึ้น  เรื่องนี้เสนาบดีมหาดไทยก็ทรงทราบความประสงค์ของฉันอยู่แล้ว  ฉันเห็นด้วยกับความเห็นของ Sir Edward Cook ทุกอย่าง  ตั้งแต่ข้อ ๑๖ ไปควรสังเกตมาก  และตรงกับความประสงค์ของฉัน  ส่งสำเนานี้ไปถวายอภิรัฐมนตรี  และทูลเสนาบดีมหาดไทย ขอให้ทรงชี้แจงพระดำริห์ของท่านในเรื่องนี้ต่ออภิรัฐมนตรี  ถ้าสมเด็จชายทรงพร้อมเมื่อไร ให้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมอภิรัฐมนตรี  ควรให้ได้พิจารณาเรื่องนี้กันเร็วหน่อย  ภายในเดือนพฤศจิกายนได้จะดี

ประชาธิปก


รายงานการประชุมอภิรัฐมนตรี ครั้งที่ ๒๕ เมื่อ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๔๗๐

ฯลฯ

            ๑  เรื่องจัดสุขาภิบาลตามหัวเมือง..... ซึ่งเสนาบดีคลังถวายความเห็นของ เซอร์ เอดวาร์ด ดุ๊ก ขึ้นมา..... สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรี ฯ กราบบังคมทูลถึงเรื่องเดิมที่คิดตั้งการสุขาภิบาลหัวเมืองขึ้นที่ ตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาครเป็นครั้งแรก  หลักดำเนินการในครั้งนั้นมี ๒ อย่าง  อย่างที่ ๑ ตั้งเจ้าพนักงานขึ้นเรียกว่าปลัดสุขาภิบาล เป็นคนละคนกับปลัดเมือง ที่มหาดไทยตั้ง อีกอย่าง ๑ ให้มีกรรมการ มีพวกพ่อค้าเรือโป๊ะเป็นกรรมการด้วย ไม่เกี่ยวกับกระทรวงใด  ต่อมาการเดินดี มหาดไทยจึงจัดตั้งขึ้นในที่แห่งอื่นบ้าง ตามความชำนาญที่ได้จากท่าฉลอม  พระราชทานเงินค่าภาษีโรงร้าน ซึ่งเก็บได้ในตำบลนั้นไว้สำหรับใช้จ่าย  แต่จำนวนเงินที่เก็บได้ไม่สู้แน่นอน..... ต่อนั้นมาก็เกิดตั้งขึ้นอีกมากโดยความนิยม  ถ้าเมืองไหนไม่ตั้งก็ออกจะถูกหาต่าง ๆ ส่วนทางมหาดไทยก็ตั้งกรมบุราภิบาลขึ้น สำหรับการขัดข้อง.....  กรรมการสุขานั้นไม่เกี่ยวกับเทศา เพราะกินเงินสุขา ไม่ได้กินเงินงบประมาณแผ่นดิน เทศาได้แต่คุมๆ บางแห่งก็ใช้ปลัดเมืองนั่นเองทำหน้าที่ปลัดสุขาด้วย.....
            .....มีพระราชดำรัสถามว่า ที่เสนาบดีกระทรวงพระคลังว่าจะควรแก้จัดขึ้นเป็นทำนอง Municipality นั้นทรงเห็นอย่างไร  สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรี ฯ กราบบังคมทูลว่า ไม่ใช่ของง่าย
            มีพระราชดำรัสถามกรมพระดำรง ฯ ว่า เคยจัดอย่างไร  กรมพระดำรง ฯ กราบบังคมทูลว่า ความตั้งใจชั้นเดิมก็จะจัดอย่าง  Municipality แต่ภายหลัง..... การจึงกลายไป..... อีกอย่าง ๑ ที่ทรงคิดไว้ก็เรื่อง จะตั้ง Auditor สำหรับตรวจบัญชี  มาชั้นนี้ความเข้าใจอย่างชั้นเดิมสูญไป  ยังเหลือแต่ที่เชียงใหม่กับภูเก็ต
            สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ ฯ กราบบังคมทูลว่าที่ทำกันอยู่นี้ ยังเข้าใจผิดอยู่ สุขาภิบาลนั้นต้องเกี่ยวแก่การก่อสร้าง จำหน่ายแสงไฟ ให้น้ำ เป็นต้น ที่เอาไปมอบให้แก่สาธารณสุขนั้นไม่ถูก  ที่จริงสาธารณสุขควรจะเป็นส่วน ๑ ของสุขาภิบาล  แต่เข้าใจกันผิดไปเสียดังนี้จึงเลอะไปหมด  ทรงรักข้างให้คิดจัดเสียใหม่ เปลี่ยนชื่อเสียให้เข้ารูป ทรงเห็นว่าจะพอทำได้  ที่จะให้มี Auditor ตรวจบัญชีนั้นไม่ยาก
            กรมพระยาดำรง ฯ ทรงเห็นว่า ที่มีอยู่ก็ไม่ผิด พอแก้ได้ มีพระราชดำรัสว่าควรจะสืบดูด้วยว่า ที่สิงคโปร์ทำกันอย่างไร  กรมพระจันทบุรีกราบบังคมทูลว่า พระองค์ท่านมีส่วนอยู่มาก ในเรื่องที่ไม่ให้เงิน เพราะงานการไม่มีหลักฐาน  เรียกชื่อก็ผิด ใกล้ไปข้าง Local Covernment เรื่องเงินนั้นไม่ยาก  ถ้าฐานะสมควรก็ให้อำนาจได้..... สมเด็จเจ้าฟ้านครสวรรค์ ฯ ทรงเห็นว่า เมื่อการลงรูปควรเอาผู้ว่าราชการจังหวัดมาฝึกฝนเสียก่อน..... ทรงพระราชดำริเห็นควรฝึกสอนกันอย่างที่พระยาพิพิธสมบัติ
ทำอยู่ในเรื่องสหกรณ์..... มีพระราชดำรัสว่า ก็แปลว่ากรมบุราภิบาล สำหรับเป็นพี้น้อง..... มีพระราชดำรัสว่าจะไม่เอาคนไทยเป็นหัวหน้าและให้ฝรั่งเป็นที่ปรึกษา ตามระเบียบที่คิดไว้หรือ  ในชั้นต้นควรให้เขียนโปรแกรม ดำเนินการอย่างเป็นกรรมการ.....


รายงานการประชุมอภิรัฐมนตรี ครั้งที่ ๒๖ เมื่อ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๔๗๐

ฯลฯ

๑.....
            กรมพระจันทบุรี ฯ กราบบังคมทูลต่อเรื่องจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง..... มีพระราชดำรัสว่า ถ้าได้คนที่จะเป็นตัวเจ้ากรมบุราภิบาลต่อไปได้จะดี  ทรงพระราชดำริเห็นสำคัญ  เพราะเกี่ยวกับการณ์ภายหน้า ต้องหาคนที่ตั้งใจดี  ถ้าพลาดในการเลือกบุคคลเสียในชั้นแรก  การงานต่อไปก็จะยิ่งพลาดใหญ่  คนที่จะทำการอย่างนี้ได้ดีต้องรู้จัก อลุ่ม อล่วย  ถ้าเป็นคนก้าวร้าวเอาแต่ได้ก็เสียการ.....


หนังสือราชการ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ทรงมีไปถึงเจ้าพระยามหิธร ราชเลขาธิการ
เรื่อง โครงการประชาภิบาล เมื่อ ๒ กรกฎาคม ๒๔๗๑

ฯลฯ

            ด้วยตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้นาย อาว ดี เดรก  พระยาจินดารักษ์และพระกฤษณามรพัทธ รวม ๓ นาย  เป็นกรรมการศึกษาพิจารณาลักษณะการประชาภิบาล..... เมื่อกรรมการได้ดูการสุขาภิบาลหัวเมืองต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักรเสร็จแล้ว ได้กราบถวายบังคมลาไปดูการนี้ในประเทศใกล้เคียง กล่าวคือ ชะวา สิงคโปร์ ฮ่องกง และพิลิปปิน ตลอดแล้ว..... นำรายงานมาเสนอ ซึ่งได้เขียนลงนามกันที่ฮ่องกง ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๗๑.....
            โครงการประชาภิบาลตามความเห็นของกรรมการ...... ยังไม่มีข้อเปลี่ยนแปลง ไปจากระเบียบการปัจจุบันอย่างผาดโผนเท่าไรนัก เพราะกรรมการมีความเห็นว่า ตามฐานแห่งพฤติการณ์ในเวลานี้ จะแก้ไขให้ได้ทีเดียว  เช่นจะลบล้างลักษณะที่อยู่ในอำนาจให้พ้นไปในทันทีทันใดนั้น  ยังเป็นการพ้นวิสัย หรือจะวางนโยบายอย่างอื่นใด ก็ย่อมกอร์ปด้วยอันตราย ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า กรรมการดำริการนี้ และวางทางดำเนินการเป็นอย่างระมัดระวังมาก  ประสงค์ความมั่นคงยิ่งกว่าที่จะเปลี่ยนแปลงโดยเร่งรีบ  ซึ่งข้าพเจ้าก็เห็นว่า น่าจะเป็นความคิดที่ถูกต้อง  เพราะได้เพียงนี้แล้วก็อาจก่อการสืบไปอีกได้โดยลำดับ  แต่หากบางทีจะไม่ทันพระราชประสงค์ที่ทรงจำนงพระราชหฤทัย
            อนึ่ง การเรื่องนี้ย่อมเกี่ยวไปถึงหน้าที่ทะบวง หลายกระทรวงด้วยกัน โดยความคาดหมายว่า อาจจะทรงปรึกษา ในที่ประชุมเสนาบดีสภาสักวันหนึ่ง.....
            ......


พระราชกระแสต่อความเห็นของกรรมการ ในเรื่องการจัดการสุขาภิบาล
(ประชาภิบาล) เมื่อ ๑๓ กรกฎาคม ๒๔๗๑

            รายงานนี้ เห็นว่าทำดีมาก  เรื่องที่แนะนำให้จัดการนั้น ฉันมีความเห็นพ้องด้วยเป็นส่วนมาก และในขั้นต้นนี้ ก็ได้มีความประสงค์ให้ทำอะไรไปมากกว่าที่กรรมการเสนอขึ้นมา  ที่จริงไม่ได้ว่าจะให้มีการโวตเลขด้วยซ้ำ  แต่ถ้าให้มีได้สำหรับเมืองโต ๆ ก็อาจเป็นประโยชน์ดี
            สำหรับกรุงเทพ ฯ นั้น น่าจะคิดไว้เหมือนกัน เห็นว่าทำตามรูปคล้ายอย่างที่สิงคโปร์และฮ่องกง เลือกระเบียบที่เหมาะระหว่างวิธีของสองเมืองนั้นก็น่าจะทำได้
            เรื่องนี้ควรเสนอเสนาบดีสภา  ให้ส่งสำเนาให้แต่บัดนี้  แต่การประชุมเห็นจะต้องรอไว้จนกว่า กรมหลวงกำแพงเพชรจะเสด็จกลับจากเกาะสุมาตรา เพราะมีเรื่องเกี่ยวกับกระทรวงของท่านที่สำคัญอยู่

ประชาธิปก


บันทึกความเห็นเรื่องที่จะจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง
ตามพระดำริของเสนาบดีกระทรวงพระคลัง เมื่อ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๗๑

            ปัญหาในเรื่องจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ตามความเห็นของกรรมการ ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับคลังคือ
            ๑.  ในข้อที่จะให้คลังตรวจบัญชีเดือนละครั้ง เห็นว่าจะไม่ไหว  เพราะคลังภาคมีตัวผู้จะตรวจบัญชีได้ แต่ตัวคลังภาคกับผู้ช่วย  การออกตรวจจะตรวจได้ทีละคนผลัดเปลี่ยนกัน  เพราะต้องมีตัวประจำที่ทำงาน สำหรับตอบปัญหาขัดข้องของคลังต่าง ๆ เสียคนหนึ่งตามที่กำหนด  เวลาให้ตรวจคลังจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ในอำนาจของคลังภาค ในปีหนึ่งให้ทั่วก็เป็นการหวุดหวิดอยู่แล้ว  ถ้าจะตรวจบัญชีสุขาภิบาลด้วย ก็ต้องไปตรวจพร้อมกับคลังจังหวัดนั้น เพราะฉะนั้นกำหนดเวลาตรวจ กระทรวงพระคลังต้องขอไว้ตกลงภายหลัง
            ๒.  เรื่องตั้งกรมขึ้นใหม่สำหรับควบคุมดำเนินการสุขาภิบาลในหัวเมือง  เห็นว่าการที่จะมีกรมขึ้นใหม่เฉพาะการคงจะดีกว่า..... ในกรมสาธารณสุขจะรวมงานของสุขาภิบาลอีก แผนกหนึ่งก็ไม่เห็นจะมากเกินไป
            ๓.  ภาษีอากรที่รัฐบาลจะยกให้แก่สุขาภิบาล  ตามที่เคยยกให้มาแล้วมีอยู่ ๓ อย่าง..... เห็นว่าเป็นการเพียงพออยู่แล้ว  ยังไม่ควรเพิ่มเติมอะไรอีก
            ๔.  เรื่องโรงพยาบาลของสุขาภิบาลที่มีอยู่แล้ว  กรรมการเห็นว่าเห็นควรยกมาให้รัฐบาลจัด ในเรื่องโรงพยาบาลนี้ เห็นว่าควรเป็นของประชาชนมากกว่าเป็นของรัฐบาล ......
            ๕.  ในเรื่องเจ้าพนักงานสุขาภิบาล ที่กรรมการเห็นควรให้ได้รับบำเหน็จบำนาญ อย่างเจ้าพนักงานของรัฐบาล..... ถ้าทางอื่นเขาให้กันอย่างไร ก็คงคิดให้เหมือนกัน


รายงานเสนาบดีสภา ที่ ๑๘ / ๒๔๗๑ เมื่อ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๗๑

ฯลฯ
๓.  ปรึกษางานกรรมการศึกษาพิจารณาลักษณะการประชาภิบาล
...........

            มีพระราชดำรัสว่า การสำเร็จนั้นอยู่กับผู้ที่เป็นหัวหน้า (preside)ในที่ประชุม แต่เวลานี้ยังไม่เข้าใจกัน  รายงานของกรรมการนี้เป็นแต่ preliminary report เท่านั้น  จะต้องทดลองกันต่อไปอีก  ถ้าทดลองทำได้ในเมืองใหญ่ ๆ เช่นนครปฐมจะดี เพื่อฝึกหัดราชการ และประชาชน  ทรงพระราชดำริว่า ถ้าเรามี Municipal Government ไม่ได้จะมี Parliamentary Government อย่างไรได้ ถ้าหากว่าต่อไปภายหน้า เราจำจะต้องมี Parliamentary Government แล้ว เราต้องพยายามจัดให้มี Municipal Government ขึ้นให้ดีก่อน

หนังสือเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ถึงราชเลขาธิการ
เรื่องตั้งกรรมการพิจารณาลักษณะการปกครองชุมชน
โดยวิธีจัดเป็น Municipalily เมื่อ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๗๓

ฯลฯ

            กระทรวงมหาดไทยเห็นว่า  การปรุงแต่งชุมนุมชนขึ้นเป็นเทศบาล ( Municipalily) จะเป็นในพระมหานคร หรือหัวเมืองก็ตาม ย่อมต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง และมีทางการกระทบถึงหน้าที่ของกระทรวงทบวงการต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ควรตั้งรูปการขึ้นเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อปรึกษาหารือกันก่อน และได้ตั้งกรรมการให้ร่างพระราชบัญญัติเทศบาลขึ้นแล้ว..... ในชั้นนี้จึงควรระงับปัญหาเรื่องการจัดกรุงเทพ ฯ เป็นเทศบาลไว้  จนกว่าการวินิจฉัยเรื่องพระราชบัญญัติเทศบาลจะถึงที่สุด
            ......


| หน้าต่อไป | บน |
| หน้าแรก | ชาติไทย | ศาสนา | พระมหากษัตริย์ |