| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

ตอนที่ ๓๔ นางละเวงคิดหย่าทัพ

            ฝ่ายเสนีที่ถือหนังสือบอก เมื่อมาถึงเมืองลังกาแล้วก็เข้าไปในวังถวายหนังสือนั้นแก่นางละเวง ในหนังสือนั้นได้เล่าความที่เกิดขึ้นทั้งหมด สุดท้ายแจ้งว่าขณะนี้ข้าศึกได้ล้อมเขาเจ้าประจัญอยู่
            ฝ่ายองค์ละเวงวัณฬาทราบความแล้วก็ให้เชิญบาทหลวงมาไต่ถามว่าจะคิดอ่านประการใด

  ฝ่ายฝรั่งสังฆราชพระบาทหลวง ฉลาดล่วงพูดจาอัชฌาสัย
จะปราบศึกนึกเห็นไม่เป็นไร  กลัวแต่ใจจะไม่ทำเหมือนคำเรา ฯ
            นางละเวงได้ฟังก็นิ่ง คิดถึงความฉลาดล้ำลึกของบาทหลวง จึงตอบไปว่านางคิดจะแก้แค้นแทนพระบิดา และพระเชษฐา แต่ขัดสนจนอยู่ที่เป็นผู้หญิง
            บาทหลวงได้ฟังจึงกล่าวว่ากำลังพลคนอื่นเป็นหมื่นพันก็เห็นจะป้องกันข้าศึกไม่ได้  ถ้าคิดจะพิฆาตข้าศึก ให้ลวงล่อให้พระอภัยเป่าปี่ พวกไพร่พลในกองทัพจะหลับไหลไปหมด แล้วจึงลวงทางเสน่ห์ พระอภัยก็จะไม่รอดในครั้งนี้
            ฝ่ายองค์ละเวงวัณฬาจึงให้ความเห็นว่า หากว่าฆ่าพระอภัยได้แล้วก็ยังมีลูกชายกับน้องทั้งสองคน รวมทั้งสามพราหมณ์ก็มีฝีมือร้ายกาจ ชำนาญเวทมนต์ทั้งคงทนต่ออาวุธ พวกเขาเหล่านั้นก็จะร่วมกันรุกรบ เห็นว่าฝ่ายเราจะต้านทานไม่ไหว
  บาทหลวงว่าถ้านายวายชีวิต จะรับคิดเข่นฆ่าโยธาหาญ
จะไปด้วยช่วยกันประจัญบาน เอาเพลิงผลาญเสียให้ยับทั้งทัพชัย ฯ
            นางกษัตริย์ฟังคำสังฆราชแล้วเห็นว่ามีความฉลาดล้ำ เมื่อทำตามนั้นแล้วเห็นจะชนะข้าศึกได้ แต่แค้นใจตนเองว่าเมื่อพบพระอภัย
แล้วจะใจอ่อนไม่ยอมฆ่า แล้วกลับคิดแค้นว่าพระอภัยได้ฆ่าพระบิดาของตน จึงหักใจจะคิดรบด้วยความโกรธ แล้วขอให้ครูเฒ่าไป
ด้วยกันเพื่อช่วยกันพากันยกกำลังห้าหมื่นยกไปตั้งที่เขาเจ้าประจัญเพื่อป้องกันเมือง
  ฝ่ายสามนางต่างพากันมาเฝ้า แล้วทูลเล่าขอความไปตามเรื่อง
ออกชิงชัยไพร่นายก็ตายเปลือง  ข้าศึกเนื่องหนุนกันประจัญบาน ฯ
            ฝ่ายพระบาทหลวงได้ชวนลูกสาวเจ้าลังกาขึ้นไปบนปราสาทแล้วตรวจดูการวางกำลังของข้าศึก
เห็นทัพล้อมพร้อมพหลพลผลึก กระหึ่มฮึกโห่ลั่นสนั่นหู
ทั้งหกค่ายรายรอบริมขอบคู  กระบวนปูเปิดก้ามตามตำรา
            เมื่อเห็นท่วงทีทัพข้าศึกดังนั้นแล้วก็มาปรึกษากันว่าจะแต่งสารไปเจรจากับพระอภัยมณี
เป็นใจความตามขนบที่รบพุ่ง ให้ลือเลื่องเฟื่องฟุ้งทั้งกรุงศรี
ใส่กล่องแก้วแล้วปิดผนึกดี ให้เสนีราชทูตไปพูดจา ฯ
  เสนานำคำนับแล้วรับสาร มาใส่พานมรกตขึ้นรถา
ออกประตูคูแห่แตรลังกา เป่าไปหน้ารถทั้งกังสดาล
ถึงกองทัพยับยั้งอยู่ข้างนอก ให้ร้องบอกประกาศราชสาร
พระอภัยให้ถามตามโบราณ ครั้นทราบการก็ให้รับมาพลับพลา
พระออกนั่งยังที่เก้าอี้รัตน์ สองกษัตริย์เฝ้าฝ่ายทั้งซ้ายขวา
ทหารล้อมพร้อมพรั่งฟังกิจจา เจ้าโมราคลี่สารออกอ่านพลัน
  ในสารว่าพระองค์ดำรงราชย์ บรมบาทบังอรอัปสรสวรรค์
ทรงพระนามตามยศทศธรรม์ ละเวงวัณฬาลบภพไตร
บำรุงราษฎร์ศาสนาให้ผาสุก ประเทศทุกภาษาได้อาศัย
ฯลฯ
            การที่มารบกับพระอภัยก็ให้สงสารไพร่พลที่ต้องล้มตายไปเป็นอันมาก จึงคิดจะขอต่อตีกับพี่น้องสองต่อสอง ตามสงครามอย่างโบราณ ถ้าหากนางเพลี้ยงพล้ำก็จะยกลังกาทั้งอาณาเขตให้เป็นของพระอภัย ถ้านางชนะจะขอสัตย์ปฎิญาณจากพระอภัยแล้วปล่อยไปไม่สังหารผลาญชีวิต ถ้าแม้พระอภัยไม่สู้ผู้หญิงก็ให้ทิ้งอาวุธเสีย แล้วเลิกทัพกลับไปหานางสุวรรณมาลี
  พระอภัยใจซื่อถือว่าหึง ยิ่งคิดถึงนางวัณฬามารศรี
ปราศัยทูตพูดตามความบุตรี ว่านางมีลูกผัวคือตัวใคร ฯ
            ฝ่ายฝรั่งจึงทูลตอบว่าใครจะมาเป็นคู่ครองของพระนางได้ แม้จะมีกษัตริย์มาจากสามโลก พระนางก็ไม่ยินดี ส่วนพี่น้องสององค์นั้น พระนางเลี้ยงไว้เป็นพระราชบบุตรี
แล้วทูลถามตามทำนองว่ากองทัพ จะรบรับหรือจะล่าโยธาหาญ
จะออกโอษฐ์โปรดตรัสดำรัสการ ขอประทานแต่ไม่พอไปได้กราบทูล ฯ
  ศรีสุวรรณครั้นเห็นนิ่งจึงชิงตรัส อันกษัตริย์สูงใหญ่เจ้าไอศูรย์
สงวนยศงดงามตามประยูร ต่ำตระกูลก็ให้ข้าเข้าราวี
เหมือนหญิงสู้ผู้ชายเสียดายยศ เปรียบเหมือนคชสารสู้กับหนูผี
ฯลฯ
            แล้วจึงกล่าวแก่ทูตว่า เจ้านายของทูตมีผัวชู้ คบเจ้าเมืองสิบสามเมืองเป็นสามีไปรบกับเมืองผลึก จึงยกทัพมาลงโทษ ถ้าแม้มาอ่อนน้อมก็จะไว้ชีวิต แต่ถ้ายังคิดจะต่อสู้ ก็ควรที่จะถูกฆ่าให้ตาย ให้ทูตกลับไปบอกนางละเวง ให้มาสู้กับตนจึงคู่ควร
            พระอภัยไม่เห็นชอบด้วยกับศรีสุวรรณ บอกว่าไม่ควรขัดข้องเคืองขุ่นทำหุนหัน ผิดชอบอย่างไรควรตอบคำให้น้ำนวล ไม่ควรโกรธ แล้วหยิบสารลานทองมาเขียนตามที่คิด โดยไม่แพร่งพรายให้ผู้ใดรู้ ส่งให้ทูตถือกลับไป
            ศรีสุวรรณต่อว่าพระอภัยว่า การที่พระอภัยเขียนสารตอบไปโดยที่พวกตนทั้งหมด ไม่ได้ล่วงรู้นั้นอาจจะเกิดพลาดพลั้งในสงครามได้
            พระอภัยตรัสตอบว่า เราจะใช้ตีด้วยฝีปากไม่ให้ไพร่พลต้องเหนื่อยยาก ด้วยพระองค์เข้าใจกลศึกที่ลึกซึ้ง การที่นางละเวงชวนรบนั้น คงจะมีจิตคิดถึงที่ท้าทายมานั้น ในปลายคำได้รำพึงเป็นเชิงหึง เห็นว่าจะมีความรักหนักอกอยู่ แล้วตรัสต่อไปว่า
ข้างพวกเจ้าเล่าก็ชายนายทหาร จะคิดการมิได้ห้ามตามประสา
เห็นอย่างไรไม่ห้ามตามอัชฌา การของข้าข้าจะตอบตามชอบใจ ฯ
            ศรีสุวรรณครั้นจะทูลโต้แย้ง ก็กลัวพระเชษฐาจะกริ้วโกรธ จึงทูลลามาสั่งกำชับให้ระวังรักษาหน้าที่ของตน
  ฝ่ายอำมาตย์ราชทูตมาถึงด่าน ถวายสารนางวัณฬามารศรี
ทูลแถลงแจ้งความตามคดี พระบุตรีคลี่สารแล้วอ่านความ ฯ
            ในสารพระอภัยได้เขียนแสดงความรักความอาลัยในนางละเวง บอกว่าถ้านางตัดรักหักสวาท ไม่ยอมเป็นไมตรีก็จะยอมให้นางฆ่าเสีย ถ้าไม่ตัดรักก็จะฟูมฟักเข้าประคองครองสงวน
  นางฟังความยามเศร้ายิ่งเหงาง่วง พระบาทหลวงร้องว่าเอทำเหหัน
เห็นได้ทีมิทำที่สำคัญ จะมีอันตรายเพราะตายใจ ฯ
            นางละเวงเกรงว่าครูจะรู้ความในใจ จึงแกล้งถามว่าที่จะไปฆ่าพระอภัยนั้น เห็นจะทำได้ด้วยเล่ห์กล ส่วนที่จะเผาผลาญทหารข้าศึกนั้น ยังคิดไม่ตกว่าจะทำได้เหมือนใจหมาย จึงขอทราบกลอุบายจากบาทหลวง
บาทหลวงว่าถ้าเขาได้เป่าปี่ พวกโยธีกองทัพคงหลับไหล
แต่พวกเราเอาปรอทหยอดหูไว้ ให้ถือไฟฟางหญ้าทาน้ำมัน
กองดินเป็นรอบเป็นขอบนอก เอาเพลิงคลอกโยธาให้อาสัญ
ถึงอยู่ปืนยืนยงคงกระพัน  ก็เห็นมันจะไม่รอดคงวอดวาย ฯ
            นางวัณฬาเห็นด้วยแล้วมอบทหารให้บาทหลวงไปดำเนินการ แล้วขึ้นไปประทับบนพลับพลา ที่หน้าป้อมดูความพร้อมของไพร่พล
นางวัณฬาอาวรณ์ถอนสะอื้น สุดจะขืนข่มรักหักประหาร
คิดจะฆ่าพระอภัยเห็นได้การ แต่สงสารสาราที่อาวรณ์
เมื่อแรกพบน้องได้ลองจิต เห็นทรงฤทธิ์แสนรักเหมือนอักษร
จะตัดรักหักสวาทไม่ขาดรอน สะท้อนถอนฤทัยไม่ไสยา
            นางละเวงได้ฝันไปว่า บาทหลวงจุดเพลิงตะเกิงกอง พระอภัยเข้ามากอดจนกายขาดออกเป็นสองท่อน พระอภัยได้ประคองหัตถ์เอาไว้ นางได้เล่าความฝันให้สามนางฟัง แล้วถามว่าใครเคยทำนายฝันได้บ้าง นางยุพาทูลตอบว่า นางได้เรียนมาจากครู แล้วให้คำทำนายว่า พระอภัยจะไม่ตายแต่จะกลับกลายเป็นคู่ครองของพระนาง และชาติฝรั่งจะเสื่อมทั้งศักราช พระศาสนา พระอภัยจะรักษาสัตย์สวาทไม่คลาดคลาย ส่วนบาทหลวงจะโกรธมาก และไม่ยอมหายโกรธ
  นางลูบอกตกตลึงรำพึงคิด นึกพินิจเหมือนจะจริงทุกสิ่งสรรพ์
นางปรึกษาว่าเป็นไปเช่นนั้น จะผ่อนผันแก้ไขฉันใดดี ฯ
            ทั้งสามนางก็จนจิต นางยุพานึกได้ว่าหนังสือที่พระบาลีให้ไว้สำหรับเมื่ออับจน จึงได้เอาออกมาอ่าน
ว่าถึงยุคทุกภาษาจะมาปน ด้วยตั้งต้นแต่ลูกสาวเจ้าลังกา
พระอภัยอย่าได้หมายทำร้ายเขา จะสูญเผ่าพงศ์ชาติพระศาสนา
เป็นคู่สร้างนางละเวงวัณฬามา ถึงไตรดายุคแล้วไม่แคล้วกัน
ฯลฯ
เมื่อแม่เลี้ยงได้ผัวตัวเป็นลูก จงพันผูกพึ่งพาเป็นราศี
ตามวิสัยในจังหวัดปฐพี อย่าถือผีพวกฝรั่งเมืองลังกา
ฯลฯ
  นางรัมภานารีคนมีสัตย์ สุดจะขัดสุดจะขืนฝืนนิสัย
ต้องทูลความตามจริงทุกสิ่งไป ถึงใจไม่ปรารถนามีสามี
เมื่อเคราะห์กรรมจำเป็นเหมือนเช่นข้า ต้องชั่วช้าชายต้องให้หมองศรี
ฯลฯ
พระแม่เจ้าเล่าก็ยังกำลังสาว ทุกไทท้าวเธอนิยมประสมศรี
ฉวยเสียเมืองเบื้องหน้าจะราคี เป็นสตรีสำหรับจะอับอาย
พระอภัยให้สัตย์จะตัดศึก จงทรงตรึกตรองการประมาณหมาย
แม้ลวงหลอกคลอกเผาเขาไม่ตาย จะฉิบหายสิ้นทั้งเกาะลังกา
อันหนังสือมือเสื้อคงเชื่อได้ ด้วยเขียนไว้ก่อนกาลนานหนักหนา
คำโบราณท่านว่าคิดผิดตำรา ไปเบื้องหน้าจะลำบากได้ยากเย็น
            นางวัณฬาเกรงว่าจะสู้เขาไม่ได้ แต่ได้สั่งพระบาทหลวงว่า จะลวงล่อมาฆ่าให้อาสัญ ถ้าไม่ทำเขาก็จะโกรธ แล้วจะทำฉันใดดี นางรำภาว่าให้ออกไปพบ เมื่อพระอภัยไม่รบเหมือนอย่างที่มีสารมา จึงค่อยถอยทัพกลับเข้าเมือง ถึงแม้พระบาทหลวงจะรู้ว่าเราหย่าทัพ ก็เป็นการที่จะคิดแก้ไขกันต่อไป
            ฝ่ายฝรั่งสังฆราชก็สั่งให้ทหารทั้งปวง เอาปรอทหยอดหู เก็บฟางหญ้าฟืนตองมาสำรองไว้ ถ้าโบกธงให้ตรงออกไป คลอกทัพที่กำลังหลับอยู่ให้ตายทั้งหมด ทุกคนก็ไปเตรียมตัวพร้อมตามที่สั่งการ
            ฝ่ายพระอภัยคิดคำนึงถึงลูกสาวเจ้าสิงหล ไม่คิดเรื่องการรบ คิดแต่จะใคร่พบนางอยู่ตลอดเวลา พอเช้าตรู่ก็มาลงสรง แต่งองค์ทรงเครื่องแล้วออกมานั่งหน้าพลับพลาชัย พระโอรสกับพระอนุชามาเฝ้าพร้อมเพรียงกัน
พระเอื้อนอรรถตรัสถามตามสัญญา นางวัณฬาจะออกรบพบกับเรา
จะขอสู้ผู้เดียวเกี้ยวให้ติด ใครอย่าคิดมุ่งร้ายทำลายเขา
จะปลอบโลมโฉมงามตามสำเนา  การของเรามิใช่การราญณรงค์ ฯ
            ศรีสุวรรณเห็นผิดจริตนัก จะห้ามเห็นไม่ฟังกำลังหลง จึงทูลลาพาหลานมาด้านหน้าเพื่อฝ่ายข้าศึกออกมาจะได้ออกไปบ้าง
เห็นว่ากลศึกครั้งนี้ลึกเหลือจะเชื่อฟัง ได้แต่คอยระวังไว้ทุกตัวคน
            ฝ่ายองค์ละเวงเมื่อบรรทมตื่นขึ้นแล้วก็เข้าสรงชลแล้วแต่งองค์ทรงเครื่อง เมื่อมาถึงหอรบก็พบสังฆราช ทำความเคารพแล้วถามถึงการปฏิบัติการ
            บาทหลวงทูลให้เร่งยกทัพ สามนารีขี่ม้าสีฟ้าเหลืองนำไพร่พลออกไปนอกกำแพงแล้วให้ทั้งห้าทัพยับยั้งอยู่คอยฟังศึก พวกกองทัพเมืองผลึกก็ออกมาตั้งอยู่สลับสลอน แต่ต่างก็รู้ความตามสารที่จะไม่รบกัน จึงต่างหยุดยืนอยู่คอยระวังเหตุการณ์
            ฝ่ายพระอภัยสืบรู้ว่านางละเวงออกมาตามสัญญาก็ยิ่งอาวรณ์ขึ้นทรงม้าพร้อมกับพระอนุชาและหน่อกษัตริย์มาถึงยังทัพหน้า พอสบเนตรนางกษัตริย์ก็เกิดฤทธิ์เสน่ห์ในตัวนาง จึงตรัสชวนเชิญนางทางประโลม
            ฝ่ายองค์ละเวงได้ฟังก็ทำเยื้อนยิ้มพริ้มพรายให้ดูงาม ตรัสตอบขอบคุณ แล้วตรัสสืบไปว่า
เมื่อพบกันสัญญาจะหย่าทัพ แล้วไม่กลับแกล้งว่ารักมาหักหาญ
เห็นพระทัยไม่ตามความโบราณ จะสู้ต้านต่อยุทธจนสุดมือ
วันนี้ที่สัญญาได้มาพบ จะรอรบกันกับน้องแต่สองหรือ
หรือจะขับทัพใหญ่ไล่กระพือ จึงไม่ถือศัสตรามาราวี ฯ
            พระอภัยไพด้ฟังเห็นว่านางยังรักพระองค์อยู่จึงตรัสปลอบประโลมนางด้วยประการต่าง ๆ
ตัวของพี่นี้ถ้าแม้แม่แค้นเดือด ตามแต่เชือดฉะลงที่ตรงไหน
จะขอกอดยอดมิ่งไม่ชิงชัย จนขาดใจจึงจะวางให้ห่างทรวง ฯ
            นางวัณฬาได้ฟังก็อาวรณ์ แต่กลัวอำนาจพระบาทหลวง จนใจจึงกล่าวตอบไปตามประสามารยาหญิงด้วยประการต่าง ๆ
อันผู้หญิงสิงหลนั้นคนซื่อ ใครดึงดื้อแล้วก็สู้ไม่รู้หนี
ไม่เหมือนอย่างนางสุวรรณมาลี เขารู้ที่ทำจริตกระบิดกระบวน ฯ
            พระอภัยรู้ว่านางขู่หยอก จึงออกโอษฐ์ปลอบประโลมนางด้วยประการต่าง ๆ ต่อไปอีก
พี่ผิดจริงมิ่งแม่จงแก้แค้น ทำทดแทนเถือหนังและมังสา
ไม่ต่อตีศรีสวัสดิ์เป็นสัจจา พลางขับม้าเข้าไปตรงธงสำคัญ
ฯลฯ
            ศรีสุวรรณเห็นหน้านางรำภาก็มีใจรักจึงออกปากฝากไมตรี กล่าวท้าวความถึงที่ได้เคยรบกันมา นางรัมภาก็กล่าวตอบความตามที่ได้รบกันมา ศรีสุวรรณก็กล่าวตอบสนองกลับไป
            สินสมุทยืนม้าฟังการโต้ตอบกันอยู่ แล้วมองดูยุพาผกา เกิดความเสน่หาในตัวนาง คิดจะเกี้ยวนางบ้างอย่างพระบิดา แต่ก็นึกเขินจึงขับม้ามาตรงหน้านางแล้วถามว่าชื่อ ยุพาผกาหรือที่มีหนังสือมาถึงตนเมื่อวานซืน แล้วแม้จะสินทรัพย์นับโกฏิก็จะมอบให้ ขอแต่เพียงสไบนางสักผืนเดียว
            นางยุพาผกาได้ฟังก็มิได้มีใจรัก ดูรูปร่างเหมือนยักษ์ร้ายไม่ปรารถนา แต่แกล้งกล่าวตอบคำสินสมุทไปว่ามาตีปล้นขนทรัพย์ไปแล้วยังจะมาขอผ้าเขาอีกหรือ ช่างไม่อายเลยหรือไร
  สินสมุทสุดจนให้อ้นอั้น ไม่รู้ผันผ่อนแก้แพ้ผู้หญิง
แต่ยิ้มยิ้มหงิมง่วงไม่ท้วงติง ทำเมินนิ่งนึกเขินสะเทิ้นที ฯ
            พระอภัยเห็นสองพี่น้องก็นึกรัก แล้วกล่าวกับสองนางให้เข้ามาหา จะขอชมที่ช่างเจรจาได้เหมือนเช่นนางวัณฬา  สองนางก็ทูลตอบว่าขอบพระคุณที่พระองค์ชมเชย ถ้าหากว่าทรงปรานีเหมือนลูกแล้วก็ขอให้เลิกทัพกลับไป
            พระอภัยได้ฟังสองนางทูลตอบเสียงเหมือนแม่เลี้ยงก็ตรัสแก่นางว่า พระองค์จะขับกองทัพไปไม่ให้เข้ารบพุ่งกับกรุงลังกาแล้วขอให้สองนางเอ็นดู ช่วยปลูกฝังพระองค์ ซึ่งเป็นเสมือนพ่อให้ด้วย ถ้าสองนางรับคำตามนี้ก็จะเลิกทัพกลับไป สองนางก็ตอบตกลง พระอภัยถอดเพชรธำมรงค์ประทานให้ สองนางก็รับไว้  พอตกเย็นต่างก็หย่าทัพกลับไป
            นางวัณฬาได้ไปหาสังฆราช เล่าแจ้งแถลงไขเรื่องราวให้ฟังว่าไม่สมหวังดังจิตที่คิดไว้ แล้วลากลับมาตำหนัก พอพลบค่ำเหล่าทหารก็พูดจาสนทนากันว่า เมื่อไปทัพกับผู้ชายเป็นนายทัพก็รบกันอย่างหนัก  แต่ไปทัพกับนายทัพที่เป็นหญิง กลับได้ฟังนายทัพเกี้ยวกันเป็นที่เพลิดเพลินเจริญใจ แล้วเดิมพันกันว่าจะเสมอคู่ไหนในสามคู่ของนายทัพ  บาทหลวงได้ยินก็เข้าไปสอบถามความดู
            บรรดาฝรั่งทั้งหลายก็เล่าความให้ฟัง บาทหลวงจึงว่าให้ออกไปรบ แต่กลับมามีชู้แล้วมาขึ้ปดตน จะต้องไปต่อว่าให้สาแก่ใจแล้วมายังที่พักของนางวัณฬา ถามความกับสองพี่น้องว่าพระอภัยให้แหวนมาไว้แทนหรือ จึงยอมรับอาสาเป็นแม่สื่อ บอกให้ไปลวงเขากลับไม่ลวง กลับไปหน่วงเวลา แล้วยังไปไหว้นายทัพข้าศึกให้ตนต้องได้อาย บรรดาไพร่พลได้เห็นจึงมาเป็นโจทก์
อ้ายพวกไพร่ได้เป็นมาเป็นโจทก์ จะทำโทษตามบทในกฎหมาย
นางแม่สื่อซื้อหน้าฆ่าให้ตาย แต่เจ้านายเนรเทศจากเขตคัน ฯ
  ยุพาฟังสังฆราชกริ้วกราดโกรธ จะลงโทษโทษาให้อาสัญ
ถึงอับจนกลศึกรำลึกทัน เอากลผันภูผาออกพาที
พระคุณเจ้าเฒ่าชราพูดจาหลง ไม่มั่นคงควรหรือนับถือผี
วิสัยศึกลึกซึ้งจึงจะดี ให้รู้ที่แข็งอ่อนได้ผ่อนปรน
จะลวงเขาเป่าปี่เขามิเป่า ปากของเขาใครจะวัดเห็นขัดสน
จึงยักย้ายถ่ายเทด้วยเล่ห์กล ชื่อว่าฝนดับไฟท่านไม่รู้
ฯลฯ
            แล้วบอกว่าพรุ่งนี้จะจับกองทัพเมืองผลึกให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ เราจะปราบข้าศึกด้วยไมตรี ส่วนหน้าที่ของท่านที่จะเอาไฟคลอกทหารเมืองผลึก ถ้าทำได้ไม่ทันตามสัญญา ก็จะเป็นโทษอันใหญ่หลวงของท่าน
  ฝ่ายฝรั่งสังฆราชฉลาดมาก แต่ฝีปากอ่อนแอแพ้ผู้หญิง
นึกว่าถูกลูกคนนี้มันดีจริง ตะลึงนิ่งหน้าบานรำคาญใจ
ฯลฯ
            แล้วสังฆราชจึงบอกว่าถ้าเป็นเช่นนั้น ใครทำไม่ทันก็จะมีโทษหนักถึงตาย แล้วออกมากำกับการทัพ
            ฝ่ายองค์ละเวงมีความเกรงบาทหลวงจึงตรัสถามธิดาว่า ทำไมจึงทำสัญญานั้นกับบาทหลวง นางยุพาทูลตอบว่า
  นางยุพาว่าพระคุณการุญเลี้ยง การแต่เพียงนี้มิได้ให้อดสู
จะผ่อนปรนกลการผลาญศัตรู ชื่อว่างูกินหางอย่างโบราณ
แล้วเล่าความตามคิดไม่ปิดป้อง มิให้ต้องคลอกเผาเหล่าทหาร
พระชนนีดีใจเห็นได้การ  ค่อยคิดอ่านอุบอิบซุบซิบกัน ฯ
            ฝ่ายพระอภัยไม่ได้หลับคิดคำนึงถึง แด่นางวัณฬา พอใกล้รุ่งได้นิมิตฝันว่าไป ครั้นรุ่งขึ้นได้แต่งองค์ทรงเครื่องออกมายังหน้าพลับพลาทอง พร้อมโอรสและอนุชาและบรรดาเสนาในองค์ จึงให้สานนทำนายฝัน
ฝันว่าปี่ที่เราเป่าแต่ก่อน  เป็นมังกรกับนาคมามากหลาย
เข้ารุมรบขบตอดเราวอดวาย ยังแต่กายกรบาทขาดกระเด็น
แล้วตัวเราเข้าไปอยู่ในถ้ำ จะคลามคลำไปข้างไหนก็ไม่เห็น
พระโยคีมีมหาคงคาเย็น ชุบให้เป็นคนคืนพอฟื้นกาย ฯ
            พราหมณ์ได้ฟังแล้วทำนายว่า เป็นพระเคราะห์ร้ายให้ระวังองค์ ผู้หญิงจะรุมรักใคร่ให้ไหลหลง แล้วจะพลัดพรากจากประยูรวงศ์ โดยหญิงจะชิงไป จะละทิ้งพระพุทธศาสนา แล้วพระสงฆ์ผู้ทรงศีลจะมาช่วยให้ได้สืบกษัตริย์พร้อมด้วยพระญาติวงศ์ ในสามวันชันษาจะขาด ต้องร้างจากราชสมบัติ แล้วขอทัดทานว่าอย่าเป่าปี่จะมีภัยมาสู่ เคราะห์ร้ายครั้งนี้คล้ายพระรามตามนางสีดา แล้วไมยราพณ์ลักพาไปบาดาล จะมีชายตายแทนเพราะพระเคราะห์นั้นถึงฆาต จึงขอให้อยู่ในที่ไสยา สมาทานศีล ตนจะตั้งศาลบวงสรวงดวงชะตา เสกสะเดาะเคราะห์ร้ายให้คลายเคลื่อนไป
            พระอภัยได้ฟังคำทำนายเห็นว่าร้ายนัก ค่อยลืมรักนางละเวงด้วยเกรงภัย แล้วบอกว่าที่ห้ามปรามไว้จะขอทำตาม
  ฝ่ายเจ้าพราหมณ์สามคนมนต์ชะงัด จึงรีบจัดแจงสั่งให้ตั้งศาล
กินยาแฝดแปดทิศพิสดาร มาแต่งการข้างที่บัตรพลีราย
เอาแพรบางอย่างดีแปดสีซ้อน  บนบรรจกรณ์ให้บรรทมโบกลมถวาย
แล้วอ่านมนต์สะเดาะสดับยัมพวาย ธงนารายณ์กรายปัดกำจัดภัย
ผ้าแพรสีที่รองขนองนั้น เอาผูกพันภาพยนตร์ด้วยมนต์ไสย
เป็นคนธรรพ์รับเคราะห์แล้วเหาะไป พระอภัยค่อยหายกระวายกระวน
ที่ผูกพันวัณฬามาแต่หลัง ครั้นคลายคลั่งคิดเห็นไม่เป็นผล
ปรึกษาพราหมณ์ถามกฤษ์จะเลิกพล เจ้าสามนตอบสนองให้ต้องตาม ฯ
            ฝ่ายองค์ละเวง กลัวศึกจะไม่เสร็จ ครั้นรุ่งเช้าจึงให้ยุพาไปจัดตามกลศึกที่คิดไว้
            ฝ่ายสองพี่น้องมาบอกบาทหลวงว่า องค์ละเวงสั่งให้มาหาบาทหลวงบอกว่า บาทหลวงฟั่นเฟือนไปไม่เหมือนเดิม ถ้าทำการไม่สำเร็จข้าศึกจะฮึกเหิม จะเกณฑ์ไพร่พลจากลังกามาเพิ่มเติม แล้วจัดผู้รู้ในการรบไปป้องกันกรุงลังกาไว้ เผื่อเพลี้ยงพล้ำจะได้เอาไว้เป็นที่ตั้งมั่นต่อสู้ข้าศึก
            ฝ่ายบาทหลวงได้ฟังก็โกรธตวาดเอาว่า อย่ามาทำผันแปรพูดแก้ไข ตนได้รับหน้าที่ในการรบให้จุดไฟ ถ้าไม่ได้ก็จะขอสู้ตาย โครจะไปทำอะไรนั้นก็ให้คิดทำไป แต่ถ้าข้าศึกไม่หลับ ก็จะต้องตายตามกันอย่างที่ได้สัญญาไว้
            สองนางได้ฟังจึงทำเป็นว่า ถ้าเช่นนั้นก็ต้องแยกกันทำสงคราม แล้วรับไปรักษาลังกาไว้ เรื่องจุดไฟเป็นเรื่องของบาทหลวง บาทหลวงก็รับคำแล้วบอกว่า
จะไปวังลังกาเถิดอย่าอยู่ แล้วพวกกูจึงจะออกไปคลอกเผา
นางคำนับรับความตามสำเนา นึกว่าเราลวงได้โดยง่ายดาย
ฯลฯ
            นางยุพาลาบาทหลวงมาเตรียมการ แล้วมาเฝ้าองค์ละเวงเจ้าลังกา ขอลาออกไปใช้ให้พระอภัยมณีเป่าปี่ให้คนหลับ แล้วจะพามาถวาย แต่ขออย่าเพ่อฆ่าให้คุมเอาไว้ในวัง ด้วยบาทหลวงจะเอาศพพระอภัย จึงต้องกลบเกลือนไว้ไม่ให้สงสัย แล้วจัดแจงแต่งหนังสือถือไป ห่อสไบย้อมยาเอาไว้นานแล้ว แล้วทูลลามาทรงม้า เรียกย่องตอดให้ตามไป เดินทางออกจากด่านไปถึงหน้าทัพ
จึงร้องบอกหลอกเหล่าชาวผลึก วันนี้ศึกจะสำเร็จเป็นเสร็จสรรพ
นางทรามวัยใช้ธิดามาคำนับ จงเปิดรับเร็วเราจะเข้าไป ฯ


ตอนที่ ๓๕ พระอภัยติดท้ายรถ

            นายประตูได้ฟังก็นำความไปกราบทูลพระอภัย ทั้งสามพราหมณ์จึงสั่งให้รับมาที่พลับพลา พอนางกับผีปอบเข้าขอบค่าย มนต์ก็คลายเสื่อมขลังทั้งอาถรรพ์ นางยุพามาถึงองค์พระอภัยถวายบังคมแล้ว คอยฟังรับสั่ง
            พระอภัยเห็นธิดายุพาแล้ว ก็ให้กลับรักนางวัณฬา จึงตรัสถามนางยุพาว่า พระมารดาใช้ให้มาว่าอย่างไร นางยุพาทูลว่า ถ้าจะเล่าถวายก็จะเป็นการแพร่งพราย จึงหยิบสารการลับกับสไบ ถวายให้ในพระหัตถ์เจ้าเมืองผลึก

  พระยินดีคลี่ผ้าย้อมยาแฝด เปรียบเหมือนแรดได้กลิ่นถวิลหา
ประจงจำสำคัญของวัณฬา พระเชยผ้าหอมหวนให้ยวนยี
ฯลฯ
            แล้วพระอภัยได้อ่านสารนั้น ที่นางกษัตริย์พร่ำรำพรรณมาถึงความมีไมตรีต่อกัน แล้วจบลงว่าถ้าพระอภัยจะตรัสถึงนางแล้ว ก็ให้ตรัสเป็นความลับไว้กับนางยุพา แล้วนางจะผ่อนตามทุกเรื่องไม่ขัดเลย
  พระทราบสารหวานชื่นไม่ขืนขัด พอรู้ชัดชุบน้ำแล้วทำเฉย
เจ้าพราหมณ์คิดผิดใจกระไรเลย ไม่เหมือนเคยทูลถามตามสงกา
ฯลฯ
            พระอภัยก็แกล้วตรัสว่า เป็นความรักไม่ใช่ศึก จึงจะขอปรึกษากันในที่ลับ
  เจ้าพราหมณ์ดูรู้ว่ากลมนต์เสื่อม พระเนตรเสื่อมลงอีกจึงฉีกสาร
เสียพิธีผีสางเข้าควาน จึงทัดทานข้อความตามทำนอง
ฯลฯ
            แล้วเชิญพระอภัยเข้ามณฑลบอกว่า ยังสะเดาห์เคราะห์ค้างอยู่กลางฆาต ขอให้อดพระทัยไว้ พรุ่งนี้จึงค่อยพูดจากัน แต่พระอภัยไม่ยอมเชื่อหาว่าพราหมณ์คิดริษยา นางยุพามาเพียงคนเดียวไม่เห็นว่าจะมีข้าศึกที่ไหน การสะเดาะห์เคราะห์ถึงไม่หายก็ไม่กลัว พรุ่งนี้ก็คงจะได้เห็นว่าดีหรือร้าย
            ฝ่ายสามพราหมณ์เห็นว่าห้ามไว้ไม่หยุด และกลัวอย่างยิ่งในคำของพระอภัย ที่ว่าพวกตนคิดริษยาจึงถอยออกมา บรรดาเสนาใหญ่น้อยก็พากันถอยตามออกมา
  พระอภัยได้ช่องไม่ข้องขัด จึงเอื้อนอรรถอ้อนวอนสุนทรถาม
ประชวรนั้นฉันใดไม่ได้ความ จงเล่าตามจริงพ่อจะขอฟัง ฯ
            นางยุพาได้ทีก็พูดจากหว่านล้อมด้วยประการต่าง ๆ ว่า เมื่อเลิกทัพกลับไปวังแล้ว พวกฝรั่งรู้ว่าเรารักกัน ก็ไปบอกบาทหลวงให้นรเทศองค์ละเวง และให้ฆ่าตนซึ่งเป็นลูก พระแม่จะผูกพระศอตาย แต่ตนสองพี่น้องห้ามไว้ พระแม่จึงให้ตนเอาผ้าสไบมาถวายพระอภัย แล้วขอทูลขอลาตาย
  พระฟังคำยามรักพระพักตร์สลด เหมือนบัวสดสายฟ้าผ่าสลาย
ชลนัยไหลหลั่งลงพรั่งพราย แสนเสียดายด้วยว่าใกล้จะได้การ
ฯลฯ
            พระอภัยก็ตรัสกับนางยุพาว่า พระองค์จะขอตายตาม คิดจะไปรักษาพยาบาลนางก็ติดขัดไปหมด แล้วถามทำอย่างไรจึงจะได้ไปช่วยรักษาพยาบาลนางกษัตริย์
            นางยุพา จึงแสร้งแกล้งทูลว่า การไปพบนั้นทำได้ง่าย ถ้าพระอภัยจะลดพระยศศักดิ์ลง พระอภัยได้ฟังก็ยินดียิ่งนัก บอกว่าพระองค์ทำตามนั้นได้
แม้แต่ได้แม่ละเวงที่เปล่งปลั่ง มาเหมือนตัวมุ่งมาดปรารถนา
ถึงยากเย็นเป็นไพร่จะไถนา สู้ปลูกงาปลูกถั่วกินผัวเมีย
ฯลฯ
  นางยินดีที่ได้สมอารมณ์คิด ด้วยทรงฤทธิ์ร่านรักเป็นหนักหนา
เคารพรับอภิวันท์จำนรรจา พระสัญญาล้นเหลือลูกเชื่อฟัง
ขอผ่านเกล้าเป่าปี่ขึ้นที่ทัพ ให้คนหลับสิ้นสมอารมณ์หวัง
จะอาสาพาไปเข้าในวัง ตามไปลังกาอยู่เป็นคู่ครอง ฯ
            พระอภัยได้ฟังก็ดีพระทัย หยิบขี้ผึ้งที่ทำสำรองไว้ให้ย่องตอดกับนางยุพา บอกว่าการเอาปรอทหยอดหูนั้น สู้ขี้ผึ้งไม่ได้ เพราะมันจะไหลเข้าไปในเนื้อหนังมังสา จากนั้นเมื่อเห็นว่าเป็นเวลาสนธยา ก็หยิบปี่มาเป่า พวกกองทัพลังกาต่างก็หลับไป ทั้งที่เคยรู้มาก่อน แต่ในวันนั้นไม่ทันได้รู้ นางยุพาเห็นดังนั้นก็ดีใจ เชิญให้พระอภัยมาทรงม้าพระที่นั่ง ให้ย่องตอดนำหน้าตรงเข้าด่านไป
            ฝ่ายองค์ละเวงได้ฟังเพลงปี่กลัวจะหลับ ก็เรียกสาวใช้ตามไปทรงรถ สุลาลีพาพวกผู้หญิงหนีเสียงปี่ ออกไปหลังเขาเจ้าประจัญ แล้วรอรถอยู่ข้างเขา
            ฝ่ายนางยุพา หานางกษัตริย์ไม่พบรู้ว่าไปไม่ทันเหมือนที่สัญญาไว้ จึงทูลพระอภัยให้เปลื้องเครื่องทรง ปลอมตนเป็นเหล่าสาวนางใน แล้วให้ขึ้นมานั่งที่ท้ายรถ พระอภัยก็ทำตาม นางยุพาพาออกมาทางป้อมหลัง พอสิ้นแสงตะวันก็ตามมาทันที่ตำแหน่งนัด แกล้งเรียกน้องว่า อย่าชักช้าแล้วเดินดูมาถึงท้ายเกริน เชิญพระอภัยขึ้นทรงรถกลับกองทัพ
            ฝ่ายนางรำภาสะหรี ไม่หลับอยู่ในห้องตามสัญญา จึงเอาเครื่องทรงของพระอภัย แล้วพาย่องตอดไปทัพ พอเห็นชายคล้ายองค์พระอภัย ก็ให้จับหักคอทั้งที่กำลังหลับอยู่ จากนั้นเอาศพไปในด่านเป็นการลับ แล้วตัดคอเสีย จากนั้นนางก็ขึ้นไปบนกำแพง แกล้งร้องป่าวประกาศว่า พระสังฆราชหนีไปข้างไหน จะตัดคอเสียตามอาชญา
  บาทหลวงหลับวับแว่วถึงแก้วหู เสียงเขาขู่ตกใจไหวผวา
ทะลึงลุกกุกกักควักขี้ตา เห็นรำภาพูดสำทับให้อัประมาณ
ฯลฯ
            บาทหลวงถามหาศพพระอภัย นางรำภาก็ชี้ให้ดู บาทหลวงมองเห็นว่าเป็นจริงจึงกลับออกมาตีกลอง แต่พวกนายทัพยังหลับอยู่ ก็เที่ยวปลุกให้ตื่นขึ้น แล้วฉวยคบฟาง และชุดรีบรุดไปยังค่ายข้าศึก ฝ่ายกองทัพเมืองผลึกและเมืองรมจักร พอตกค่ำเห็นคนอยู่รอบบริเวณ ก็ตีฆ้องกลองให้กองทัพออกรับมือกับทัพฝรั่งชาวลังกา
            สามพราหมณ์ ศรีสุวรรณกับสินสมุทไล่ขับไพร่พลเข้ารบจนชาวด่าน แตกกระจัดกระจายหนีกลับไป เข้าด่านเขาเจ้าประจัญ แล้วขึ้นรักษาหน้าเชิงเทินไว้
            ฝ่ายนางยุพาผกามาถึงด่านเห็นทหารรุกรบกันอยู่ จึงขึ้นไปตรวจไพร่พลบนป้อม มาถึงเชิงเทินหอรบก็พบนางรำภา
ต่างดีใจไต่ถามถึงความคิด ช่างมิดชิดเชิงศึกลึกหนักหนา
ทั้งพี่น้องสองนางวางวิญญาณ์ ขึ้นพลับพลาทั้งคู่นั่งดูดาว ฯ
ฯลฯ
            สังฆราชบาทหลวงเห็นว่าตนนั้นประมาทพลาดพลั้ง พวกสาวสาวมันจะว่าให้ได้อาย จึงเดินออกมานอกป้อม เที่ยวเดินตรวจดูไพร่พล ให้ตีฆ้องกองไฟเอาปืนวางรายรอบขอบเสมา
            ฝ่ายไพร่พลของศรีสุวรรณกับสินสมุท ครั้นเห็นข้าศึกหนีกลับไป ต่างก็ตรวจดูพวกไพร่พลเห็นพบองค์พระอภัยก็พากัน เศร้าเสียใจ ศรีสุวรรณจึงถามพราหมณ์ว่า เหตุเคราะห์ร้ายครั้งนี้ องค์พระอภัยจะบรรลัยล่วงลับหรือกลับมา
  เจ้าพราหมณ์รับนับหนึ่งไปถึงสี่ ปฐวีวาโยอาโปกล้า
แต่เพลิงธาตุฆาตใจไส้ชะตา เสียเดชานุภาพจึงกราบทูล
ไม่ถึงที่ชีวิตไม่ปลิดปลด เสียแต่ยศหญิงยังช่วยไม่ม้วยสูญ
ข้างต้นร้ายปลายปีบริบูรณ์ จะเพิ่มพูนภิญโญเดโชชัย ฯ
            ศรีสุวรรณได้ฟังคำทำนายจึงว่าเป็นไปเพราะหลง แต่ก่อนไม่เป็นไปเช่นนี้
แต่ครั้งนี้อีฝรั่งมันช่างล่อ มีมดหมอทำให้พระทัยหลง
เหมือนนกเขาเข้าเพนียดไม่เกลียดกรง โอ้คิดสงสารนักพระจักรา
ฯลฯ
  สินสมุทสุดแสนแค้นฝรั่ง จึงว่าครั้งนี้ทวีปจะฉิบหาย
เข้าหักด่านผลาญลังกาฆ่าหญิงชาย เท่าเม็ดฝ้ายมิให้เหลือเชื้อลังกา ฯ
            ศรีสุวรรณได้ฟังจึงห้ามปรามพระหลานไว้ บอกว่าถ้าฝ่ายลังกาเอาพระอภัยไปฆ่าก็จะเข้าทำลายเสีย แต่ถ้าเอาไปกักขังไว้จะต้องคิดแก้ไข แล้วถามว่าใครจะอาสาไปสืบความ
            ฝ่ายชาวพลคนทมิฬของสินสมุทชื่อกลบุดปันจุเร็จ บ้านเดิมเป็นแขกจาม ขันอาสาทำงานนี้
ถ้าขันรับอาสาว่าข้าเจ้า  เคยย่องเบาบ้านเรือนได้เหมือนหมาย
ถึงเหล็กไหลใส่กุญแจแก้ทำลาย  รู้อุบายบังเหลื่อมให้เลื่อมลับ
แม้เขาได้ไล่ค้นไปจนทั่ว มิได้กลัวผู้ใดจะไล่จับ
แม้พบองค์พระทรงฤทธิ์จะคิดรับ ค่อยแฝงลับเล็ดลอดให้รอดมา ฯ
            มีผู้อาสาคนอื่นชื่อมงคล เป็นพลรบเมืองรมจักร บอกว่าตนมีวิชาเห่าเหมือนหมา จะขอไปด้วยเพื่อช่วยเห่าให้เขาไล่ จะได้เข้าไปในวังได้คล่องแคล่ว ถ้าไม่ไล่ก็จะเปลี่ยนเสียงร้องเหมือนแมว  อีกคนหนึ่งขันได้เหมือนไก่แก้วเพื่อล่อให้ฝ่ายลังกาไล่ ศรีสุวรรณได้ฟังแล้วก็เห็นจะเป็นการ จึงให้สามพราหมณ์ผูกกลว่าว แล้วเอาคนที่แปลงกายเหมือนฝรั่งขึ้นนั่ง แล้วอ่านมนต์เรียกลม ว่าวก็ลอยข้ามภูเขาเข้าไปในเมือง พอเวลาสองยามก็โรยรอกให้ว่าวลงในวังได้ทั้งสามคน เที่ยวฟังความในคืนนั้น
            ฝ่ายองค์ละเวงมาบนรถ ทำเป็นไม่เห็นองค์พระอภัย แกล้งถามความบุตรีว่ามาอยู่ที่แห่งหนใด ธิดาตอบว่าตอนนี้ยังมืดอยู่ต่อเมื่อสว่างแล้วคงจะรู้
            ฝ่ายพระอภัยอยู่ในสภาพที่อัดอั้นตันใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ปรับทุกข์กับนางยุพา  พระอภัยพยายามเข้าพบนางละเวงที่แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง กล่าวกระทบกระเทียบเปรียบกับนางสุลาลี แล้วให้นางคิดคำขับกล่อมถวาย
            พระอภัยได้ฟังคำขับก็ค่อยขยับเข้ามาหน้านางกษัตริย์ แล้วเอื้อมพระหัตถ์ไปที่เขนยของนาง นางกษัตริย์แกล้งตรัสกริ้วว่า เป็นใคร พระอภัยว่าพระองค์จะมารักษาโรคให้นาง นางแกล้งตรัสว่า เป็นพระพี่ดอกหรือทำไมแต่งปลอมองค์ ลอบปีนรถมาเป็นที่น่าบัดสี
            พระอภัยกล่าววิงวอนขอโทษนาง ที่ปลอมก็ด้วยใจรัก นางตอบเปรียบความตามธรรมเนียมด้วยประการต่าง ๆ
คนทั้งปวงล่วงรู้จะดูหมิ่น  เหมือนแผ่นดินไร้หญ้านิจจาเอ๋ย
ทั้งต่างรีตกีดขวางยังไม่เคย มิรู้เลยจะคิดอ่านประการใด ฯ
  พระแช่มชื่นยืนยิ้มอยู่ริมรถ ดูช้อยชดชื่นจิตพิสมัย
จึงสัญญาว่าพี่แต่นี้ไป ไม่จากไกลทรามสงวนนวลละออง
จะตามเจ้าเข้ารีตฝรั่งด้วย จนมอดม้วยมิได้คิดเป็นจิตสอง
ลูกก็ดีเมียก็ดีทั้งพี่น้อง ไม่เกี่ยวข้องขาดรักจึงหักมา
ฯลฯ
  ยุพยงสงสารรำคาญจิต รู้ว่าฤทธิ์รสสุคนธ์คุณมนต์ขลัง
เธอผูกพันฟั่นเผือเหลือกำลัง มิผ่อนมั่งเหมือนอย่างหมายเห็นวายวาง
จึงตรัสตอบขอบคุณการุญรัก ที่ถ่อมศักดิ์สารพัดไม่ขัดขวาง
แม้มั่นคงทรงฤทธิ์ไม่คิดร้าง น้องจะวางชีพถวายจนวายชนม์
แต่โบราณท่านว่าจะค้าขาย อย่ามักง่ายเงินก็ลองทองก็ฝน
เกิดเป็นคนอย่าได้ไว้ใจคน ค่อยผ่อนปรนปรองดองให้ต้องความ
ฯลฯ
            แล้วนางกษัตริย์ก็ถอดสลักบานทวารให้พระอภัย เข้าไปในห้องแล้วเจรจาเกี้ยวพาราสี ตอบโต้กันไปมา จนตกทุ่งรุ่งสาง เห็นกำแพงป้อมประตูเมือง บรรดาพวกเกณฑ์แห่ล้วนเป็นนารี ไม่มีใครรู้ว่าเป็นผู้ชาย ด้วยพระอภัยแต่งองค์อย่างนางฝรั่ง
            ฝ่ายฝรั่งลังกาที่ทำหน้าที่อยู่เห็นรถทรงธงทอง ทั้งกองแซงก็รู้ว่าเป็นลูกสาวเจ้าลังกา จึงเปิดประตูรับ นางสุลาลีวันบอกบรรดาขุนหมื่นมูลนายว่า องค์ละเวงประชวรหนักจะเข้าเฝ้าไม่ได้
            ฝ่ายองค์ละเวงดำเนินนำเสด็จพระอภัยขึ้นปรางค์ทองห้องในที่ไสยา ชาวลังกาทั้งเมืองไม่ได้ล่วงรู้ นางเรียกธิดามาปรนนิบัติ แล้วพาทีเพทุบายเชิญให้บรรทมในห้องของนาง ให้เหมือนอย่างเมืองผลึก ตัวนางจะลาไปแก้สงสัยให้สิ้นที่นินทา
แล้วลาออกนอกห้องจะลองจิต แกล้งป้องปิดฉากชั้นที่กั้นฝา
ชวนสาวใช้ไปประทับอยู่พลับพลา กับธิดาร่วมจิตคิดอุบาย ฯ
            ฝ่ายฝรั่งสังฆราชบาทหลวง สำคัญว่าฆ่าพระอภัยตายยังเหลือแต่ลูกชายกับน้องเพียงสองคน
จะแค้นนักหักโหมเข้าโรมรุก ยิ่งกว่าทุกครั้งคราโกลาหล
จำจะลวงหน่วงทัพให้กลับพล ด้วยเล่ห์กลกันสมุทรยุทธนา
ฯลฯ
            จึงสั่งฝ่ายนายทหารเป็นการลับ ให้บอกกับพวกไพร่พลว่าได้จับพระอภัยมาคุมขังไว้ แล้วให้เอาศพนั้นใส่ไว้ในตึก ทำทีว่าเป็นพระอภัย ให้ข้าศึกเป็นห่วงเจ้าของตน เพื่อที่จะได้ลวงเผาเสียในครั้งนี้
            ฝ่ายสามชายปลอมจากฝ่ายเมืองผลึก เที่ยวอ้อมแอบคอยฟังความ ได้เข้าเดินปนอยู่กับเหล่าฝรั่งเมืองลังกา ไปจนรอบขอบกำแพง มาถึงตึกศพก็มาปรึกษากัน แล้วแยกย้ายไปทำงานตามที่มอบหมาย ทำเสียงสุนัขหอน และเสียงไก่ขันล่อ ฝ่ายลังกาให้ไปไล่ ย่องเบาจะได้ไขประแจเข้าไปช่วยเจ้านาย
            ฝ่ายฝรั่งที่ล้อมตึกอยู่ได้ยินเสียงหมาหอน และไก่ขันก็ออกเที่ยวไล่ค้น มันก็ล่อให้พวกเหล่านั้น ตามห่างออกไปจากตึก ย่องเบาไขประแจเข้าไปในตึก เห็นแต่ศพก็เสียใจ คิดว่าองค์กษัตริย์ถูกตัดคอ จึงหยิบห่อผ้าแล้วเปลื้องเอาเครื่องทรงกลับออกไป พร้อมสั่งใส่ประแจไม่ให้เป็นที่สงสับ แล้วไปพบเพื่อนรอจนรุ่งสาง พอพวกฝรั่งเปิดประตูออกไปเกี่ยวหญ้าหาเสบียง ทั้งสามคนก็ปลอมปนคนเหล่านั้นออกไป แล้วตรงไปยังที่ประทับเข้าเฝ้าทูลแจ้งแถลงไข ถวายเครื่องประดับกับเศียรพระอภัย ให้แก่สองกษัตริย์
            ศรีสุวรรณกับสินสมุท เห็นเข้าก็โศกเศร้าเสียใจยิ่งนัก สามพราหมณ์กับบรรดาข้าต่างก็เศร้าโศก เสียใจกันถ้วนหน้า สินสมุทแค้นใจเป็นที่สุด บอกว่าจะอาสาพาทหารหักด่านให้ได้ พบฝรั่งลังกาก็จะฆ่าให้ตาย ศรีสุวรรณทัดทานว่า อย่าร้อนนักให้ค่อยผ่อนผันนึกดูก่อน เพราะด่านเขาเจ้าประจัญนั้นเป็นที่มั่นคง เห็นจะวางกลไกไว้ทุกแห่งหน ป้อมกำแพงก็ปีนยากเต็มไปด้วยขวากหนาม ให้พวกเราเข้าไปจุดไฟจนลุกลามเสียก่อน จึงค่อยตามกันเข้าไป จะได้พบศพพระอภัยมาต่อเกศเสียให้ได้ แล้วสั่งให้นายช่างทำโกศแก้ว แล้วใส่เกศพระเชษฐา จัดแจงแต่งไว้ในพลับพลา เครื่องบูชาพร้อม แล้วให้รางวัลแก่สามชายที่ลักลอบเอาศีรษะมาถวายให้เป็นนายทหาร
แล้วเกณฑ์คนพลรบไว้ครบถ้วน ตั้งกระบวนทหารยาตราเป็นราหู
ให้ครบนามตามตำรับฉบับครู จะโจมจู่จับเขาเจ้าประจัญ
มีกรกายซ้ายขวามีหน้าปาก จะข้ามขวากหนามกำแพงล้วนแข็งขัน
เป็นหมู่หมวดตรวจจัดให้ทัดกัน ได้ครบครันเตรียมไว้ทั้งไพร่นาย ฯ
ฝ่ายยุพาผกา รำภาสะหรี นั่งอยู่ที่พลับพลาเวลาสาย
พอเห็นเหยี่ยวเฉี่ยวนกมาตกตาย เป็นลางร้ายจับยามตามตำรา ฯ
ฯลฯ
            ก็รู้ว่าข้าศึกจะยกเข้ามาตีด่าน จึงจะไปฟังพระบาทหลวงว่าจะล่อลวงข้าศึกหรือจะหนี แล้วแต่งกายแปลงเป็นชาย เรียกสตรีที่ให้แต่งแปลงเป็นชาย กับย่องตอดให้คอยนั่งดูอยู่ที่พลับพลา ถ้ามีเหตุให้ช่วยตนด้วย แล้วสองนางก็มาหาบาทหลวง บอกว่าตัวบาทหลวงประมาทในสงคราม ถ้าทำตามกฎหมายก็ถึงตาย
แต่ยกโทษโปรดไว้ยังไม่ฆ่า ด้วยเป็นอาจารย์ท้าวเจ้าสิงหล
ให้แก้ผิดคิดอ่านการประจญ จะผ่อนปรนเป็นไฉนจะใคร่รู้ ฯ

            ฝ่ายสังฆราชได้ฟังแล้วก็ตวาดว่า ถึงลูกสาวเจ้าลังกาจะฆ่าตน ก็จะสู้ตายไป แล้วมาเรียกม้าใช้มาสอนให้ ล่อลวงหน่วงศึก เพื่อจะคิดอ่านเอาชัย
            ฝ่ายฝรั่งฟังคำที่กำชับมาก็ขึ้นม้ารีบควบออกไป ทางประตูด้านทิศตะวันออกไปถึงกองทัพเมืองผลึกแล้ว ร้องบอกว่าตนต้องการเข้าหา ศรีสุวรรณก็ให้รับตัวมายังพลับพลา แล้วถามว่ามาด้วยเหตุใด
            ฝ่ายฝรั่งจึงตอบว่า เจ้าเมืองผลึกถูกกองทัพลังกาจับไปเมื่อวาน เธอได้ร้องขอชีวิตเจ้าลังกาก็ปราณี บอกให้ตนมาแจ้งว่า พวกพ้องเจ้าเมืองผลึกจะทำศึกต่อไป หรือจะง้อขอรับเจ้าเมืองกลับไป ก็จะไว้ชีวิต
จงเลิกทัพกลับหลังไปฝั่งน้ำ อย่าอยู่ทำศึกอีกเร่งหลีกหนี
จึงจะส่งองค์พระอภัยมณี ไปบุรีเหมือนแต่ก่อนอย่ารอนราญ
แม้พวกพ้องกองทัพไม่กลับหลัง จะขืนตั้งทำศึกด้วยฮึกหาญ
จะฆ่าตีพี่ชายให้วายปราณ เสียบประจานไว้ที่คูริมบุรี ฯ
จอมกษัตริย์ตรัสว่าอ้ายฝรั่ง มาหลอกกันเป็นเป็นเหมือนเช่นผี
แต่เป็นทูตพูดจาจะฆ่าตี ก็ไม่ดีอย่าเพ่อทำเอาจำไว้
            สินสมุทจึงให้เปลี่ยนเครื่องแต่งตัว เพื่อตนจะได้แต่งแปลงตนเข้าไปในด่านเขาเจ้าประจัญ แล้วจะจุดไฟไล่ฆ่าไพร่พล เปิดประตูเมืองไว้รับกองทัพเมืองผลึก
            ศรีสุวรรณตรัสตอบว่าชอบแล้ว ความคิดของหลานนั้นดีนัก แล้วสั่งนายหมวดพร้อมบรรดาหมื่นขุน พวกมูลนายล้วนเคยศึก ตัวหน่อกษัตริย์จัดแจงแปลงกายให้เหมือนม้าใช้ ที่เมืองลังกาส่งมา
แต่ชั้นในใส่ทรงเครื่องยงยุทธ์ เหน็บอาวุธอยู่กับกายทั้งซ้ายขวา
ใส่หมวกดำคล้ายฝรั่งชาวลังกา ขึ้นขี่ม้าควบออกนอกทวาร
ฯลฯ
            ฝ่ายฝรั่งเปิดทวารไว้ รอท่านึกว่าเป็นม้าใช้ สินสมุทเข้าประตูเมืองไปแล้ว ก็เที่ยวจุดไฟเผาร้านโรงต่าง ๆ พวกฝรั่งวิ่งเข้ามาดับไฟ สินสมุทก็ฆ่าตายลงหลายคน บาทหลวงรู้ว่าเป็นข้าศึกจึงให้เข้าจับ สินสมุทจุดไฟ แล้วไล่ฆ่าคนผลักบานประตูพัง ศรีสุวรรณก็ขับทหารเข้าไปในด่านได้ ทั้งสามพราหมณ์สามทัพ ก็เข้าล้อมเมืองทางด้านหลัง
            ฝ่ายยุพาผกา รำภาสะหรี พากันหนีเพลิงมาป้อมขวาง สินสมุทไล่สกัดทางสองนางจึงหนีมาที่หอรบ พอย่องตอดมาพบก็ช่วยกันรบ หักออกไปนอกกำแพง แล้วพากันหนีไปยังเมืองลังกา
            ฝ่ายศรีสุวรรณคิดถึงศพพระเชษฐา จึงหยุดยั้งอยู่บนพลับพลา ให้บรรดาโยธาดับไฟในปราการ แล้วสั่งการว่าเราได้ด่านแล้ว ก็ยังเหลือแต่ลังกา ที่รั้งรออยู่ก็เพื่อจะพบศพของพระเชษฐา แล้วให้ย่องเบาไปเอามาบนพลับพลา เห็นมีแต่กายก็ให้สังเวช สินสมุทก็สุดแค้นร้องไห้ด้วยความอาลัย
  ฝ่ายเสนีที่เป็นนายคนตายนั้น เห็นสำคัญแขนผีนั้นมีไฝ
ทูลสนองสองกษัตริย์ขึ้นบัดใจ นี่มิใช่เชษฐาอย่าจาบัลย์
ฯลฯ
            เจ้าพราหมณ์ว่าตนได้ทายเหมือนหมายแม่น เห็นว่าเรื่องนี้เห็นท่วงทีถ่ายเทเขาทำเล่ห์กล พิเคราะห์ดูแล้วจอมกษัตริย์นั้นไม่ม้วย แต่จะไปกับผู้หญิงเมืองสิงหล ศรีสุวรรณได้ฟังก็ยังไม่วายความกังวล บอกว่ากลการศึกนี้ลึกซึ้ง แล้วให้ยับยั้งอยู่วันหนึ่งจึงค่อยออกเดินทาง

| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | บน |