| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

ตอนที่ ๖ ศรีสุวรรณรบท้าวอุเทน

  พอเดือนยี่มีผู้ถือหนังสือบอก ชาวด่านนอกนครพณาสัณฑ์
ทั้งเหนือใต้ฝ่ายปัจฉิมมาพร้อมกัน บังคมคัลทูลท้าวเจ้าพารา
ว่าบัดนี้ท้าวอุเทนเกณฑ์ทหาร เป็นสามด่านข้าศึกฮึกหนักหนา
ฯลฯ
ข้างฝ่ายเหนือบอกว่าปัจจามิตร พวกฝรั่งอังกฤษกับมักกะสัน
ล้วนขี่ม้าห้าหมื่นพื้นฉกรรจ์ เข้าบุกบั่นตีบ้านด่านดงมา
อันโยธามาทางตะวันตก กระบวนบกแบกพื้นล้วนปืนผา
มลายูสุระตันวิลันดา ตีเข้ามาในด่านชานบุรี
ฯลฯ
            การเตรียมการรับมือกับข้าศึก ตามพระบัญชาของท้าวทศวงศ์เป็นไปอย่างแข็งขัน
ไปรบรับทัพแขกให้แตกไป อย่าให้ไพรีรุกบุกเข้ามา
ที่ปากน้ำสำคัญอยู่แห่งหนึ่ง เอาโซ่ขึงค่ายคูดูรักษา
ให้ลากปืนป้อมฝรั่งขึ้นจังกา คอยยิงข้าศึกให้บรรลัยลาญ
ฯลฯ
            พระธิดาได้ทราบข่าวศึกเกรงว่า จะต้องตกไปเป็นของแขกแปลกชาติ จึงทูลพระมารดาว่า
ถึงสุดคิดปิตุรงค์จะส่งลูก จะไปผูกคอตายให้หายสูญ
ไม่ขอพบคนแขกแปลกประยูร แล้วนางพูนเทวษร่ำระกำใจ
ฯลฯ
            จากนั้น พระธิดาจึงให้สี่พี่เลี้ยงไปหาศรีสุวรรณ และสามพราหมณ์มาณพว่า จะคิดอ่านประการใด ก็ได้รับคำตอบว่าจะถวายตัวเป็นทหาร ขออาสาสู้ศึก ศรีสุดาพี่เลี้ยงได้ฟังแล้ว จึงค่อนว่า
  ศรีสุดา หน้าม่อยชม้อยชม้าย ทำเอียงอายอ่อนคอแล้วพ้อให้
น่าหัวเราะทั้งทุกข์สนุกใจ พระจะไปเป็นทหารสงสารจริง
อันศึกเสือเหนือใต้มิใช่ง่าย ไม่สบายเหมือนหนึ่งเที่ยวเกี้ยวผู้หญิง
ฯลฯ
            สี่พี่เลี้ยงเอาความไปเล่าแจ้งแถลงไขให้พระธิดาทราบว่า ทั้งสี่คนอาสาออกศึก
            ฝ่ายกองทัพของท้าวอุเทน ก็เข้าโจมตีเมืองรมจักร แล้วเข้าล้อมเมืองไว้
จะกล่าวฝ่ายทัพอุเทนราช พบอำมาตย์รมจักรเข้าหักหาญ
ทั้งยิงแย้งแทงฟันประจัญบาน ไทยไม่ทานมือแขกก็แตกยับ
พลชวามลายูทั้งมูหงิด ก็ตามติดหักโหมเข้าโจมจับ
ชาวบุรีหนีหลบไม่รบรับ จนกองทัพโอบอ้อมเข้าล้อมเมือง ฯ
  สงสารท้าวทศวงศ์พงศ์กษัตริย์ โทมนัสทุกข์ตรอมจนผอมเหลือง
ฯลฯ
เที่ยวตรวจไตรไพร่พหลพลโยธา ให้รักษาหน้าที่เชิงเทินไว้
แม้นข้าศึกฮึกฮักมาหักหาญ จะต่อตีปีนสะพานขึ้นด้านไหน
หลอมตะกั่วคั่วทรายปรายลงไป ยิงปืนใหญ่แย้งรับให้ยับเยิน
แล้วเกณฑ์ไพร่ในบุรีไว้สี่หมื่น ฉายค่ำคืนการชุกจะฉุกเฉิน
จะได้เพิ่มเติมคนบนเชิงเทิน เสด็จเดินช้างตรวจทุกหมวดมา ฯ
  ฝ่ายทหารท่านท้าวอุเทนราช สี่อำมาตย์ตัวนายทั้งซ้ายขวา
เข้าตั้งค่ายรายกำแพงแย่งปีกกา แล้วปรึกษาคิดอ่านการณรงค์
ว่าจะให้ทูตถือหนังสือสาร ไปว่าขานข้อความตามประสงค์
แม้นเจ้าเมืองรมจักรยังรักองค์ ให้เร่งส่งพระธิดาอย่าช้านาน
เห็นพร้อมใจให้เสมียนเขียนหนังสือ ให้ผู้ถือสาราที่กล้าหาญ
ขึ้นขี่ม้าโบกธงตรงทวาร ชูแต่สารไว้ให้เห็นเป็นสำคัญ
ฯลฯ
บัดนี้เราเข้ามาล้อมป้อมปราการ  ชีวิตท่านเหมือนลูกไก่อยู่ในมือ
แม้นบีบเข้าก็จะตายคลายก็รอด จะคิดลอดหลบหลีกไปอีกหรือ
ฯลฯ
            ท้าวทศวงศ์ทรงหารือกับหมู่เสนา พวกเสนามีความเห็นว่า
มิอ่อนน้อมยอมยิงจะชิงชัย ก็เห็นไม่พ้นอาญาปัจจามิตร
แม้นทรงธรรม์กรุณาประชาราษฎร์  อนุญาตยอมถวายให้หายผิด
ฯลฯ
            ท้าวทศวงศ์ได้ฟังคำปรึกษาแล้วก็ร้อนใจ นิ่งนึกตรึกษาอยู่ช้านาน แล้วจึงให้มหาเสนาในปล่อยทูตผู้ถือหนังสือสารไปบอกกับแม่ทัพใหญ่ ขอเวลาไตร่ตรองสามวัน
            ฝ่ายพระบุตรีกับพี่เลี้ยงให้คนใช้ไปสืบข่าวสงครามมาทูลว่าข้าศึกได้ล้อมป้อมปราการไว้แล้วก็ตกใจ พี่เลี้ยงปลอบว่าหน่อกษัตริย์ตรัสว่าจะมารับ ถ้าถึงอับจนแท้จะแก้ไข  และกล่าวว่า
อันชาตินี้พี่ไม่ขอเป็นข้าแขก ถึงเมืองแตกจะไปตายอยู่ปลายสวน
ฯลฯ
            ศรีสุวรรณหารือกับสามพราหมณ์มาณพและได้แนวทางปฏิบัติคือ
  หน่อกษัตริย์ว่าถ้าเช่นนั้น จะพากันไปเฝ้าเจ้ากรุงศรี
เราเดินทางหว่างค่ายพวกไพรี ให้โยธีกองทัพออกจับตัว
จึงฝ่าฟันข้าศึกสะอึกไล่ เอาหัวไอ้พวกชาวพลไปคนละหัว
แทนธูปเทียนดอกไม้ถวายตัว ให้เห็นทั่วจะได้ลือฝีมือเรา
  ฝ่ายฝรั่งอังกฤษคิดประหลาด พราหมณ์ยังอาจเดินมุ่งเข้ากรุงศรี
จะจับไว้ไต่ถามความบุรี พวกโยธีพรูพร้อมออกล้อมพราหมณ์
พระโฉมยงทรงกระบองของวิเศษ  สำแดงเดชชิงชัยในสนาม
ฯลฯ
ตัดศีรษะโยธาที่ฆ่าตาย ทั้งสามนายหัวมาหน้าประตู
พวกรักษาหน้าที่ก็มี่ฉาว  ทั้งนายบ่าวบอกกันสนั่นหู
เห็นพราหมณ์หิ้วหัวแขกแดกกันดู  เปิดประตูให้เจ้าเข้าในเมือง
ฯลฯ
            เสนีที่เป็นใหญ่เข้ามาไต่ถามได้ความแล้วจึงพาเข้าไปทูลแถลงแจ้งกิจจาต่อท้าวทศวงศ์ ท้าวทศวงศ์เห็นศรีสุวรรณและพราหมณ์ทั้งสามแล้วก็ถามว่า
นี่แน่เจ้าเผ่าพราหมณ์นามไฉน จะชิงชัยช่วยสังหารผลาญปรปักษ์
ซึ่งฝ่าฟันเข้ามาได้ขอบใจนัก แต่จะหักศึกเสือเห็นเหลือมือ
ด้วยตัวเจ้าเยาว์ยังกำลังน้อย เหมือนไก่ต้อยจะไปสู้อ้ายอูหรือ
ฯลฯ
แม้นเจ้าออกชิงชัยไม่ชนะ  ก็เห็นจะชุลมุนวุ่นหนักหนา
ซึ่งจะปราบศัตรูกู้พารา ด้วยวิชาความรู้หรือสู้รบ
  เจ้าพราหมณ์ฟังบังคมบรมนารถ  ข้าพระบาทพากเพียรเรียนจนจบ
ชำนาญในไตรเพทวิเศษครบ จะรุกรบราวีให้มีชัย
ซึ่งจะส่งองค์พระบุตรีนั้น ทมิฬมันจะประมาทพระบาทได้
ฯลฯ
แล้วโปรดให้ไปนัดนายกองทัพ ให้ออกรับรบสู้เป็นคู่ขัน
จะสังหารผลาญนายวายชีวัน แล้วไล่ฟันพวกไพร่ให้เป็นเบือ
            เมื่อถึงวันนัดชิงชัยในสนาม
  สมเด็จท้าวเจ้าบุรินทร์ปิ่นประเทศ ทอดพระเนตรโยธาที่หน้าฉาน
เห็นพร้อมกันบันเทิงเริงสำราญ พระเบิกบานเบือนพักตร์มาทักพราหมณ์
ฯลฯ
  ศรีสุวรรณกับสามเจ้าพราหมณ์พร้อม ประณตน้อมนบปิ่นบดินทร์สูร
พอสบเนตรเกษรายิ่งอาดูร ต้องจำทูลลามาขึ้นพาชี
ให้ทหารขานโห่ขึ้นสามหน ดำเนินพลออกทวารอิสานศรี
เสียงฆ้องกลองก้องสะเทือนธรณี พวกโยธีเดินกระบวนล้วนทวนธง
พวกนายทัพขับม้าพยศย่าง ดูเหมือนอย่างหุ่นเชิดระเหิดระหง
แกล้งชักน้อยซอยเต้นเผ่นผจง ผ่านมาตรงหน้าพลับพลาสง่างาม
เหล่าทหารราญรณผจญศึก กระหึ่มฮึกโห่ร้องก้องสนาม
ให้หยุดยั้งตั้งที่สีหนาม เรียงไปตามรัถยาหน้ากำแพง ฯ
ฯลฯ
  ฝ่ายฝรั่งปังกลิมาวิชาเยนทร์ สุรเหนมูรตานชาญกำแหง
เห็นชาวเมืองออกมาตั้งอยู่กลางแปลง ล้วนเสื้อแดงสักหลาดดาษดา
นายทั้งสี่มีสัปทนกั้น แต่ไกลกันไม่ตระหนักรู้จักหน้า
ทั้งสี่ค่ายนายหมวดตรวจโยธา ปังกลิมากองแขกแทรกสมทบ
วิชาเยนทร์เกณฑ์ฝรั่งฝ่ายอังกฤษ มุรหวิดแข็งขันเข้าบรรจบ
สุรเหนเกณฑ์ชวาล้วนกล้ารบ เข้าสมทบกับปิตันวิลันดา
มลายูมูรตานเป็นนายทัพ สมทบกับกองฝรั่งบังกุล่า
เป็นโยธีสี่หมู่ผู้ศักดา ถือศัสตรากริชตรีกระบี่ยาว
ฝ่ายทหารฝรั่งทั้งห้าหมื่น ถือแต่พื้นทวนคู่ใส่ภู่ขาว
บ้างถือหอกดาบสั้นกั้นหยั่นยาว เสียงเกรียวกราวเข้าสมทบบรรจบกัน
ฝ่ายนายทัพทั้งสี่เสนีใหญ่ ต่างสอดใส่เสื้อแดงดูแข็งขัน
คาดเข็มขัดรัดผ้าเช็ดหน้าพลัน สวมเกราะกันอาวุธยุทธนา
ใส่หมวกดำกำมะหยี่ล้วนมียอด ขนนกสอดแซมใส่ทั้งซ้ายขวา
ครั้นเสร็จสรรพจับกระบี่ขึ้นขี่ม้า ให้โยธาเดินธงตรงออกไป
ฯลฯ
หน่อกษัตริย์กวัดแกว่งพระแสงกระบอง เข้าตีต้องปังกลิมาชีวาวาย
เจ้าโมราอานุภาพเอาดาบฉะ ตัดศีรษะสุรเหนกระเด็นหาย
วิเชียรนั้นฟันมุรตานุตาย สานนุนายพราหมณ์ฆ่าวิชาเยนทร์
พวกฝรั่ง อังกฤษมุรหงิดแตก บ้างตื่นแตกต่างวิ่งทิ้งโล่เขน
ฯลฯ
  สมเด็จท้าวทศวงศ์ตรงเข้าใกล้ จึงปราศรัยว่าเจ้าแรงแข็งขยัน
ช่วยรบแขกแตกตายวายชีวัน ขอเชิญขวัญนัยนาเข้าธานี
ฯลฯ


ตอนที่ ๗ ศรีสุวรรณพยาบาลนางเกษรา

  สมเด็จท้าวทศวงศ์พงศ์กษัตริย์ พูนสวัสดิ์วายวิโยคที่โศกศัลย์
ครั้นรุ่งแสงสุริย์ฉายพรายพรรณ จะรางวัลโยธาที่ราวี
ฯลฯ
แล้วพระองค์ทรงตรัสกับข้าเฝ้า บุรีเราราบเตียนที่เสี้ยนหนาม
จะรางวัลฉันใดให้เจ้าพราหมณ์ จะสมตามความชอบประกอบการ ฯ
  ฝ่ายอำมาตย์เสนาพฤฒามาตย์ เฝ้าพระบาทดาษดาอยู่หน้าฉาน
ทูลฉลองต้องความตามโบราณ พระอวตารพูนบำเหน็จเมื่อเสร็จทัพ
ให้เสนาพานรินทร์ไปกินเมือง ได้เจียดทองรองเรืองเครื่องประดับ
ซึ่งเจ้าพราหมณ์รบแขกให้แตกยับ ก็ต้องกับมีในพระอัยการ
ควรจะให้รักษาอาณาเขต ครองประเทศธาณินทร์ถิ่นฐาน
ทั้งเครื่องทรงมงกุฎสร้อยสังวาล ควรประทานให้เจ้าพราหมณ์ตามทำนอง ฯ
            เจ้าพราหมณ์ทั้งสามทูลว่า ไม่ขอรับพระราชทานสิ่งใด จะขอไปเที่ยวป่าหิมพานต์ ส่วนน้องสุดท้องขอฝากท้าวทศวงศ์ไว้ หลังจากนั้น ท้าวทศวงศ์ได้หารือกับองค์อัครชายา เรื่องเจ้าพราหมณ์น้อย พระอัครชายาเห็นว่าสามพราหมณ์ผู้พี่นั้นน่าจะเป็นพราหมณ์แท้ แต่พราหมณ์น้อยนั้นดูลักษณะกิริยาพาทีแล้ว เหมือนพงศ์ท้าวพระยา สมกับนางแก้วเกษรา
            ศรีสุวรรณรอเวลาอยู่สิบสี่สิบห้าวันเห็นว่ายังไม่มีอะไรคืบหน้า จึงหารือกับเจ้าพราหมณ์ทั้งสามว่า จะลักตัวนางเกษราไปเที่ยวป่า แต่เจ้าพราหมณ์ห้ามไว้ และให้เขียนเพลงยาวไปว่าจะขอลา
พวกในวังฟังข่าวก็เปล่าหมด เห็นจะปดแต่หากว่าปากหวาน
จะลักแก้วเกษรายุพาพาล ไปสำราญแรมป่าพนาลัย
พี่จัดแจงแต่งผูกสำเภาน้อย พาล่องลอยไปตามแม่น้ำไหล
เจ้าพราหมณ์ปลอบตอบน้องให้ต้องใจ ถึงจะไปก็ให้งามตามธรรมเนียม
ด้วยชนกชนนีเป็นที่รัก ทำหาญหักโฉมฉายจะอายเหนียม
ผิดเพลงยาวน้าวโน้มประโลมเลียม ว่ากรมเกรียมตรอมอุราจะลาจร
ฯลฯ
            ศรีสุวรรณจึงเขียนเพลงยาวถึงนางเกษรา
โอ้อนาถวาสนาพี่หาไม่ จึงมิได้ชิดเชื้อแม่เนื้อหอม
เหมือนมดแดงแฝงพวงมะม่วงงอม เที่ยวไต่ตอมเต็มอยู่ไม่รู้รส
พี่รักเจ้าเอาชีวาเข้ามาแลก ช่วยรบแขกแตกทัพกลับไปหมด
ฯลฯ
            นางเกษราอ่านเพลงยาวแล้วก็คิดสงสารจนเป็นลมสลบไป ความทราบไปถึงทั้งสองท้าวไท ทั้งชนกชนนี เรียกหมอมารักษาก็ไม่หาย จึงคิดถึงศรีสุวรรณได้ว่าเป็นผู้มีมนต์เวทวิเศษขยันมารักษา ศรีสุวรรณภาวนาขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยด้วยการบวงบ่นว่า ถ้านางเกษรากับตนเคยร่วมอาสน์เชยชมประสมศรี แล้วก็ขอให้น้ำอบดอกไม้ที่ใช้ประพรมเป็นประดุจวารี ท้าวสุทัศน์สหัสนิยม ด้วยเดชะสัตย์อธิษธานนางเกษราจึงได้ฟื้นคืนมา แล้วศรีสุวรรณก็อาสาที่จะรักษานางเกษราให้หายต่อไป ด้วยการอยู่อย่างใกล้ชิด ทำให้สี่พี่เลี้ยงตักเตือนว่า
  ฝ่ายทั้งสี่พี่เลี้ยงเคียงบรรจกรณ์ ต่างว่าวอนทรงฤทธิ์ด้วยคิดขาม
เข้าฟูมฟักรักษาชะล่าลาม  ท้าวทราบความเคืองขุ่นจะวุ่นวาย
คำโบราณท่านว่าอย่าละโมภ ถ้าหลงโลภลาภน้อยจะพลอยหาย
พวกแสนสาวท้าวนางเจ้าขรัวนาย รู้ระคายเขาจะว่าน่ารำคาญ ฯ
            ฝ่ายนางเกษราเองนั้นก็รู้ถึงความไม่สมควร จึงกล่าวตักเตือนศรุสุวรรณว่า
ด้วยแสนสาวท้าวนางในปรางค์มาศ จะประหลาดหลากจิตคิดถวิล
ถึงมิชั่วก็เหมือนชั่วมั่วมลทิน เขาจะนินทาทำให้รำคาญ
ถึงชนกชนนีจะมิว่า เห็นแก่หน้าน้องรักไม่หักหาญ
คำผู้ใหญ่ย่อมว่าช้าเป็นการ ยิ่งเนิ่นนานก็ยิ่งเห็นจะเป็นคุณ
พระรักน้องน้องก็รู้อยู่ว่ารัก แต่คิดหักหน่วงเหนี่ยวอย่างเฉียวฉุน
ฯลฯ
ยังมิดมิดอยู่ก็ปิดไว้ก่อนเถิด อย่าเพ่อเปิดให้เขาเห็นว่าเป็นแผล
ฯลฯ


ตอนที่ ๘ อภิเษกศรีสุวรรณ


            ฝ่ายศรีสุวรรณได้หารือกับเจ้าพราหมณ์ทั้งสามว่า

เราเปลี่ยนพายสายน้ำค่ำวันนี้ อย่าให้มีกีดขวางระคางขาม
อันตัวน้องจะไปหาพะงางาม พี่เชิญสามพี่เลี้ยงมาเคียงเรา
ธรรมเนียมหมอรักษาโรคาไข พอเดินได้ก็เรียกขวัญข้าวเขา
ไม่ตรึกตราปรารภทำซบเซา ถ้าฉวยเปล่าแล้วสิอดเหมือนมดแดง
ฯลฯ
            จากนั้นศรีสุวรรณก็ไปเยี่ยมนางเกษรา และลอบโลมเลียบรักสมัครสมาน นางเกษราจึงต่อว่า ว่าการเยี่ยมในห้อง ทำให้นางได้อาย คนทั้งหลายจะเอาไปนินทาได้ ศรีสุวรรณจึงตอบนางว่า
  พระยิ้มพลางทางตอบสุนทรสนอง น้อยหรือน้องห้ามรักหักประหาร
            แกล้งหนักหน่วงลวงหลอกบอกอาการ
การนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดลงกรีดหิน
พี่อาสามาสู้กู้แผ่นดิน  เขารู้สิ้นแล้วว่ารักภักคินี
ฯลฯ
            ฝ่ายท้าวทศวงศ์ได้หารือกับอัครชายาถึงการอภิเษกนางเกษรากับศรีสุวรรณ แล้วให้ครองเมือง พระมเหสีก็เห็นดีด้วย วันรุ่งขึ้นท้าวทศวงศ์ก็ออกท้องพระโรง ตรัสสั่งกับเสนาข้าเฝ้าถึงเรื่องการอภิเษกพระราชบุตรีกับศรีสุวรรณ แล้วทุกฝ่ายก็ไปเตรียมงาน
  ฝ่ายขุนนางต่างทำทุกตำแหน่ง ให้ตกแต่งปราสาททองอันผ่องใส
พระที่นั่งตั้งแท่นทองประไพ เอาหนังไกรสรราชมาลาดทับ
ราชวัตฉัตรสุวรรณเป็นหลั่นลด พระเต้าสังข์กลศเตรียมสำหรับ
บายศรีแก้วบายศรีทองสองสำรับ เครื่องคำนับเทวาบูชายัญ
มีพานทองรองพระแสงสำหรับยุทธ์ อัษฎาอาวุธทุกสิงสรรพ์
ทั้งแก้วกองทองเรียงเคียงกัน แล้วปักกั้นเศวตฉัตรจำรัสเรือง
ที่ริมขอบรอบปราสาทราชฐาน ล้วนธงฉานราชวัตขนัดเนื่อง
ละครโขนหุ่นหนังตั้งกลางเมือง ให้ครบเครื่องเสกกษัตริย์ขัตติยา
ถึงวันดีสี่คำเป็นกำหนด มาพร้อมหมดเหมือนหมายทั้งซ้ายขวา
พวกเสนีชีพราหมณ์ก็ตามมา คอยอยู่ท่าหน้าปราสาทราชวัง ฯ
            การดำเนินพิธีเป็นไปตามลำดับคือ
ปุโรหิตติดเทียนแว่นสุวรรณ บังคลคัลส่งกษัตริย์ขัตติยา
ท้าวทศวงศ์ส่งให้มเหสี นางชลีแล้วก็ส่งให้วงศา
ต่างคำนับรับเทียนเวียนออกมา พวกเสนารับส่งเป็นวงไป
กลองประโคมแตรสังข์ประดังเสียง เสนาะสำเนียงดนตรีปี่ไฉน
มโหรทึกกึกก้องทั้งฆ้องชัย เสียงหวั่นไหวแว่นแคว้นทุกแดนดาว
ฝ่ายละครมอญรำ พวกโรงนอก ต่างก็ออกโรงประชันสนั่นฉาว
ทั้งโขนเต้นชุลมุนหุ่นออกราว กระทุ้งส้าวเสียงลั่นสนั่นไป
ครั้นเวียนเทียนสำเร็จได้เจ็ดรอบ ตามระบอบประเพณพิธีไสย
โหรารวบแว่นวิเชียรที่เวียนไว้ แล้วดับไฟโบกควันด้วยทันที
พระปิตุรงค์ทรงเจิมเฉลิมพักตร์ ให้ลูกรักทั้งสองอย่าหมองศรี
ทั้งสององค์ลงจากแท่นมณี พระบุตรีกราบกรานเข้าม่านทอง ฯ
  สมเด็จท้าวทศวงศ์พงศ์กษัตริย์ มอบสมบัติในพระคลังทั้งสิบสอง
ทั้งอำมาตย์เสนาข้าทูลละออง สำหรับครองรมจักรนัครา
ฯลฯ
  จะแกล้งกล่าวชาวเมืองมาดูเล่น  ด้วยว่าเป็นการสนุกทุกภาษา
เที่ยวดูงานการสมโภชในพารา บ้างยืนนั่งตั้งม้าทุกหน้าโรง
พวกขี้เมาเหล่านักเลงเสียงเครงครื้น ห่มแต่พื้นขาวม้านุ่งตาโถง
ชิงเบี้ยเจ๊กเด็กแย่งแทงอีโปง ออกเดินโคลงโคลนเลอะเทอะทั้งตัว
นางบ้านนอกคอกนาหน้าตาตื่น จะนั่งยืนเคียงข้างไม่ห่างผัว
ห่มแพรสีสองชั้นดูพันพัว ต่างแต่งตัวเต็มประดาทุกนารี
ข้าหลวงเหล่าชาววังยังกำดัด นุ่งสุหรัดซัดแต่ล้วนแพรสี
หนุ่มหนุ่มเหล่าเจ้าชู้ลูกผู้ดี เห็นนารีรูปงามตามเป็นพรวน
พวกบัญฑิตศิษย์วัดซัดลายอย่าง เที่ยวลากหางเดินข้ามตามฉนวน
เขาจับได้ให้แพรแสสีนวล ออกเดินด่วนเลี้ยวลัดเข้าวัดวา
พวกผู้ชายรายเที่ยวเกี้ยวผู้หญิง เข้าพาดพิงพูดผลอขอสลา
บ้างจับคู่อยู่จนสนธยา ผู้ชายพาหญิงเพลินเที่ยวเดินคลอ
ครั้นโพล้เพ้ลเพลาพอพลบค่ำ พวกหนังร่ำกลองประดังทั้งม้าล่อ
บ้างเชิดหนังตั้งแขนทำแหงนคอ ที่มุมจอคนเจรจาออกมายืน
พวกดูหนังนั่งหลามตามถนน ออกเกลื่อนกล่นกลุ้มกลาดดูดาษดื่น
บ้างลองจุดประทัดดังเหมือนอย่างปืน ให้คนตื่นแตกพลัดกระจัดกระจาย
พอกลองหยุดจุดดอกไม้ไฟสว่าง แสงกระจ่างแจ่มเหมือนดังเดือนหงาย
ดอกไม้กลคนชิงกันวิ่งควาย พวกผู้ชายสรวลเสเสียงเฮฮา
ไฟพะเนียงเสียงซู่ขึ้นฟูฟุ้ง ทั้งพลุพลุ่งโพลงสว่างกลางเวหา
ต่างเพลิดเพลินเดินไขว่กันไปมา  ชาวพาราเริงรื่นชื่นอารมณ์ ฯ
            ฝ่ายพระชนนีก็ได้สั่งสอนพระธิดาในเรื่องการมีคู่ครองว่า
แล้วลูบหลังสั่งสอนประสาหญิง แม่งามยิ่งยอดสตรีไม่มีสอง
จะจำไกลไปอยู่ด้วยคู่ครอง อย่าให้ข้องเคืองอัชฌาพระสามี
อย่าถือองค์นงลักษณ์ว่าอัคเรศ แม่ดวงเนตรนึกว่าเป็นทาสี
ต้องซื่อตรงจงรักด้วยภักดี ถึงราตรีกราบบาทอย่าขาดวัน
ถ้าเธอกริ้วแม่อย่าโกรธพิโรธตอบ ประณตนอบโอนอ่อนด้วยผ่อนผัน
อนึ่งเหล่าสาวสวรรค์นางกำนัล อย่าป้องกันหึงหวงให้ล่วงเกิน
เมื่อคราวทุกข์ปลุกให้พระทัยชื่น อย่าเริงรื่นเริศร้างทำห่างเหิน
ราชการภารธุระอย่าละเมิน จึงเจริญราศรีไม่มีมัว
อันหญิงดีเพราะผลปรนนิบัติ รักษาสัตย์สู้ม้วยอยู่ด้วยผัว
ผัวยิ่งรักหนักหญิงก็ยิ่งกลัว อย่าถือตัวต่อชายจะหน่ายใจ
ฯลฯ

| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | บน |