| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |
| พัฒนาทางประวัติศาสตร์ | มรดกทางธรรมชาติ | มรดกทางวัฒนธรรม | มรดกทางพระพุทธศาสนา |

มรดกทางพระพุทธศาสนา
พระธาตุตาดทอง หรือธาตุก่องข้าวน้อย
            ตั้งอยู่นอกบ้านตาดทองไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๑ กิโลเมตร อำเภอยโสธร  ตามตำนานกล่าวว่า สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๒๑ เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ก่ออิฐถือปูน  ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบอีสาน ผสมเรือนธาตุอย่างล้านนา มีซุ้มจรนำทั้งสี่ทิศ ฐานเป็นฐานเขียงซ้อนกัน ๔ ชั้น ต่อขึ้นไป เป็นฐานปัทม์ ลักษณะบัวหงาย  มีลูกแก้วอกไก่คั่นกลาง รองรับเรือนธาตุที่ก่อซุ้มจรนำทั้ง ๔ ทิศ เป็นซุ้มหลอก  มียอดซุ้มโค้งแบบหน้านาง สลักลายปูนปั้นพรรณพฤกษา ด้านข้างซุ้มทำลายตาเวนหรือดวงตะวันประดับด้วยกระจก  ส่วนบนของเรือนธาตุลักษณะคล้ายบัวหงาย ยื่นออกมารองรับกับฐานปัทม์ช่วงล่าง  ส่วนยอดทรงบัวเหลี่ยมซ้อนกัน ๓ ช่วง  ที่ยอดธาตุส่วนล่างทั้ง ๔ มีกาบยื่นออกมาทำเป็นรูปจำลองอาคารซ้อนกันขึ้นไป  ส่วนยอดสุดมีแอวขันคั่นเพื่อลดความสูง  เมื่อมองดูจึงเกิดความพอเหมาะพอดีในด้านทัศนศิลป์โดยรอบองค์เป็นกลุ่ม
            ด้านหน้าขององค์ธาตุมีอุปมุง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส แบบศิลปกรรมอีสานลาว หลังคาโค้งมน ประดับลายปูนปั้น สันมุมทั้งสี่เป็นรูปพญานาคผงกหัวขึ้นในส่วนปลาย  ลำตัวทอดยาวไปตามส่วนโค้งของสันหลังคา  ส่วนยอดทำคล้ายธาตุจำลอง  ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป
            ประวัติความเป็นมาของพระธาตุแห่งนี้มีอยู่สองนัย  นัยหนึ่งมีที่มาจากตำนานก่องข้าวน้อย  อีกนัยหนึ่งมีที่มาจากการบูรณะพระธาตุพนม  บรรดาผู้ที่จะไปร่วมนำของมีค่าไปบรรจุที่พระธาตุพนม ได้เดินทางมาพักอยู่บริเวณใกล้บ้านตาดทอง ได้ข่าวว่าการบูรณะพระธาตุพนมเสร็จแล้ว  จึงได้พร้อมใจกันสร้างเจดีย์ครอบของมีค่าที่เตรียมมาดังกล่าวนั้น พร้อมกันนั้นชาวสะเดาตาดทอง ก็ได้นำถาดทองที่ใช้เป็นพานอัญเชิญวัตถุมงคล ไปบรรจุในพระธาตุพนม มารองรับวัตถุมงคลที่ชาวบ้านตั้งใจนำไปบรรจุในพระธาตุพนม  แล้วช่วยกันก่อเจดีย์บรรจุไว้

ธาตุบ้านสะเดา

            ตั้งอยู่ที่บ้านสะเดา อำเภอเมือง ฯ องค์พระธาตุก่อด้วยอิฐสององค์แรก  มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์  เป็นรูปแบบของธาตุอีสานทรงแปดเหลี่ยม มีช่วงฐานต่ำ  เหนือขึ้นมาเป็นส่วนแอวขันรองรับองค์เรือนธาตุ  ลักษณะคล้ายลาดบัวขนาดใหญ่ทรงแปดเหลี่ยม  และยอดบัวคล้ายบัวแปดเหลี่ยมทรงสูง เป็นยอดธาตุที่ซ้อนกับสองชั้น คั่นด้วยแอวขันขนาดเล็ก ช่วงล่างมีลายปูนปั้นเป็นรูปกลีบบัว  เหนือสุดขององค์ธาตุเป็นยอดฉัตร ด้านหน้าของธาตุมีร่องรอยแท่นวางของบูชา
            ธาตุองค์ที่สองตั้งอยู่ใกล้ธาตุองค์แรก  แต่มีขนาดเล็กกว่า  ปัจจุบันเหลือแต่เพียงส่วนฐาน  ตรงกลางมีลักษณะเป็นห้องสี่เหลี่ยมคล้ายเป็นกรุ
            โบราณวัตถุ ที่บรรจุในกรุกลางฐานได้แก่ พระพุทธรูปไม้แกะสลัก  พระพุทธรูปบุเงิน  พระพุทธรูปสำริด พระพุทธรูปตะกั่ว  พระพุทธรูปดินเผาสีแดงชาดปิดทอง  พระพิมพ์ กล้องยาสูบ  และเครื่องถ้วยจีนจากโบราณวัตถุ และลักษณะของธาตุ สันนิษฐานว่า  สร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๓ - ๒๔  โดยฝีมือช่างพื้นเมือง

พระพุทธบาทบ้านหนองยาว
            ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระพุทธบาท บ้านหนองยาว ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย  เป็นรอยพระพุทธบาทจำลองที่ทำขึ้นตามคตินิยมในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา  ในบริเวณเดียวกันได้พบพระพุทธรูปปางนาคปรก ทำด้วยหินทราย  พร้อมศิลาจารึกอักษรไทยน้อย  ซึ่งเป็นอักษรที่ใช้กันแพร่หลายในกลุ่มไท - ลาวอีสาน  เมื่อร้อยปีก่อน  ข้อความในจารึกมีว่า  พระมหาอุดมปัญญา  ได้อาราธนารอยพระพุทธบาทมาแต่กรุงศรีอยุธยา

วัดมหาธาตุ

            ปูชนียสถานในวัดได้แก่ พระธาตุพระอานนท์ และหอไตรกลางน้ำ
            พระธาตุพระอานนท์  ออกแบบอย่างประณีต มีรูปแบบต่างจากธาตุอีสานทั่วไป  องค์พระธาตุก่ออิฐถือปูน  ทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ยาวด้านละ ๘ เมตร สูง ๒๕.๓๐ เมตร ฐานสูง  ประกอบด้วยฐานเขียว ๓ ชั้น  แอวขันปากพานคอดกิ่ว  รองรับฐานบัวคว่ำบัวหงายท้องไม้มีลวดบัวลูกแก้วอกไก่คั่นกลาง  เรือนธาตุค่อนข้างสูง  แต่คั่นจังหวะให้ดูเล็กลงด้วยบัวคว่ำบัวหงาย หยักซ้อนกันขึ้นไปในช่วงล่าง  ซุ้มจรนำประดิษฐานรูปยืน (คือพระอานนท์) มียอดซุ้มโค้งแบบหน้านางตกแต่งลายปูนปั้นทางสีเหลือง  ส่วนยอดเป็นทรงดอกบัวเหลี่ยมซ้อนกัน ๓ ชั้น  มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากทรวดทรงบัวเหลี่ยมของพระธาตุองค์อื่น  คือได้ยกกระเปาะยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน  แต่ชั้นฐานถึงส่วนยอดช่วงล่าง ได้เสริมยอดปลีทำเป็นรูปแบบจำลองอาคารซ้อนกันขึ้นไป  บนสุดเป็นยอดฉัตร
            ตามตำนานพื้นบ้านกล่าวว่า พระธาตุองค์นี้สร้างขึ้นโดยเสนาบดีเก่าจากกรุงศรีสัตนาคนหุต  ทั้งยังส่งอิทธิพลทางรูปแบบการก่อสร้างให้กับพระธาตุตาดทอง  พระธาตุหนองสามหมื่น
            ด้านหน้าองค์พระธาตุมีธาตุขนาดเล็ก  เป็นธาตุบรรจุอัฐิพระวิชัยราชขัตติยวงศา (อดีตเจ้าเมืองสิงห์ท่า)  ลักษณะธาตุได้รับอิทธิพลศิลปะจากหลวงพระบาง

            หอไตรกลางน้ำ
            เป็นอาคารไม้รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านยาวยาวกว่าด้านกว้างอยู่ ๑ ช่วงเสา  เป็นอาคารทรงเตี้ย  หลังคาซ้อนลดหลั่นกัน  ประดับด้วยช่อฟ้าใบระกาหางหงส์  เป็นศิลปกรรมแบบลาว  สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย - ต้นสมัยรัตนโกสินทร์  ภายในหอไตรเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์ใบลาน เป็นจำนวนมาก

หอไตรวัดสระไตรนุรักษ์

            อยู่ที่วัดสระไตรนุรักษ์บ้านนาเวียง ตำบลนาเวียง อำเภอทรายมูล  เมื่อครั้งท่านเจ้าชาพระเถระผู้แตกฉาน ในธรรมพร้อมด้วยประชาชนส่วนหนึ่ง  ได้อพยพหลบหนีพระเจ้าสิริบุญสาร โดยได้รวบรวมทรัพย์สมบัติ และคัมภีร์ต่างๆ มาด้วย  ท่านเจ้าชาได้สร้างวัดขึ้นทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน  พร้อมขุดสระน้ำเพื่อสร้างหอไตรไว้เก็บคัมภีร์  สิ่งก่อสร้างในวัดประกอบด้วย หอไตร กุฎี  ศาลาโรงธรรม  สิมน้ำ  เป็นต้น
            หอไตร  มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบพม่า  สร้างโดยช่างลาวที่อพยพมาครั้งตั้งหมู่บ้าน  ตัวอาคารสร้างด้วยไม้  หันหน้าไปทางทิศตะวันตก กว้าง ๘.๓๐ เมตร ยาว ๑๐.๕๐ เมตร  หลังคามุงด้วยไม้ซ้อนลดหลั่นกัน ๔ ชั้น มีชายคายื่นออกมาทั้ง ๔ ด้าน  บานประตูแกะสลักลวดลายสวยงาม  รวมทั้งรายละเอียดต่างๆ ของช่อฟ้า กระจกประดับ  บัวเชิงชาย  หางหงส์ (ตัวหงา) มีลวดลายกนกซ้อนกัน ๔ ชั้น  ตรงกลางเป็นห้องทึบเป็นที่เก็บพรไตรปิฎก  มีทางเดินรอบนอก  พระไตรปิฎกผูกเป็นเรื่องราวบันทึกลงใบลาน  แยกเป็นหมวดหมู่ ทั้งภาษาไทยอีสาน ขอม บาลี ตัวหนังสือเป็นอักษรธรรม  อักษรไทยน้อย และอักษรขอม  มีคัมภีร์ใบลานอยู่ทั้งหมด ๑๙๘ มัด ๑,๕๕๓ ผูก

พระพุทธรูปโบราณวัดสิงห์ท่า


            ประดิษฐานอยู่ที่วัดสิงห์ท่า  บ้านสิงห์ ตำบลสิงห์ อำเภอเมือง ฯ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย  ก่ออิฐฉาบปูนลงรักปิดทอง  หน้าตักกว้างประมาณ ๓ เมตร
            พระพุทธรูปองค์นี้ตามตำนานกล่าวว่าได้ประดิษฐานอยู่ก่อนที่คนไท - ลาว เชื้อสายพระวอ พระตา จะอพยพเข้ามาอยู่  ชาวยโสธรจัดให้มีพิธีสรงน้ำสงกรานต์เป็นประจำทุกปี

พระพุทธรูปโบราณวัดศรีธาตุ

            ประดิษฐาน อยู่ที่วัดศรีธาตุ  บ้านสิงห์ ตำบลสิงห์ อำเภอเมือง ฯ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย  ก่ออิฐฉาบปูนลงรักปิดทอง  หน้าตักกว้าง ๓ เมตร สูง ๓.๕๐ เมตร  มีศิลปะการสร้างคล้าย พระพุทธรูปโบราณวัดสิงห์ท่า

วัดพระธาตุคำบุ (พระธาตุเก่า)

            อยู่ที่บ้านดอนกลาง ตำบลค้อเหนือ อำเภอเมือง ฯ มีเรียกกันหลายชื่อด้วยกัน ได้แก่ พระธาตุเก่า พระธาตุหลักโลก พระธาตุโลกบาล มีโบราณสถาน และโบราณวัตถุที่พบดังนี้
            เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม  มีลักษณะคล้ายส่วนบนของพระธาตุจอมศรี  บนยอดเขาภูศรีเมืองหลวงพระบาง และพระธาตุดำ ที่นครเวียงจันทน์  เป็นเจดีย์รูปแบบศิลปะลาว  ชาวยโสธรเชื่อว่าเป็นเจดีย์ที่ราชวงศ์ลาวรุ่นก่อนมาสร้างไว้
            พระพุทธรูปปางมารวิชัย  ก่ออิฐฉาบปูน  ประดิษฐานอยู่ห่างจากเจดีย์ประมาณ ๓ เมตร ทุกปีจะมีพิธีสรงน้ำสงกรานต์พระเจดีย์องค์นี้

พระธาตุหลักคำ
            ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุหลักดำ บ้านน้ำดำน้อย  ตำบลน้ำดำน้อย อำเภอเมือง ฯ เป็นเจดีย์สององค์ติดกัน มีประวัติเล่าสืบกันมาว่า พระครูหลักคำ  ซึ่งดำรงตำแหน่งสังฆปาโมกข์ประจำเมือง  จำพรรษาอยู่ที่วัดมหาธาตุในเมืองยโสธร  ต่อมาท่านไม่พอใจเจ้าเมือง จึงขนเครื่องบริขาร และคัมภีร์ใบลานลงเรือตามลำน้ำทวน มาสร้างวัดที่วัดบ้านน้ำดำน้อย  ท่านได้สงวนป่าไม้ไว้เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่า ซึ่งยังคงสภาพมาจนถึงปัจจุบัน  ท่านได้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่บรรจุเครื่องลางของขลัง  และคัมภีร์ในพระพุทธศาสนาไว้ภายใน  ส่วนเจดีย์องค์เล็กชาวบ้านได้สร้างขึ้นหลังจากท่านมรณภาพแล้ว เพื่อบรรจุอัฐิของท่าน

พระธาตุบ้านเวิน
            ประดิษฐานอยู่ที่วัดบ้านเวิน ตำบลผือฮี อำเภอมหาชนะชัย เป็นสถูปเก่าและชำรุดทรุดโทรมมาก มีตำนานกล่าวว่า  ในอดีตสมัยที่พระเรืองชัยชนะยกกำลังมาตั้งเมืองมหาชนะชัยที่บ้านเวินนั้น  ณ ตรงที่ตั้งเจดีย์แห่งนี้มีรูขนาดใหญ่  วันดีคืนดีจะมีนางนาคจากแม่น้ำชี แปลงร่างเป็นหญิงสาวสวยมายืมฟืมจากชาวบ้านไปทอผ้า  เมื่อชาวบ้านให้ยืมฟืมแล้วก็สะกดรอยตามหญิงสาวนั้นไป  เมื่อไปถึงรูดังกล่าวหญิงสาวนั้นก็หายตัวลงไปในรู  ชาวบ้านจึงเชื่อกันว่า  หญิงสาวผู้นั้นอาจเป็นธิดาพญานาค  จึงได้ช่วยกันสร้างสถูปเจดีย์ปิดทับช่องทางขึ้นลงของพญานาคเสีย  แล้วนำพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ภายในสถูป  สมัยต่อมาได้มีการย้ายเมืองมหาชนะชัยไปอยู่ที่บ้านฟ้าหยาด  สถูปเจดีย์องค์นี้จึงถูกทิ้งร้างไว้  ในระยะต่อมาจึงได้มีชาวไท - ลาว จากลุ่มน้ำมูล อพยพเข้ามาตั้งชุมชนใหม่ เป็นบ้านเวินในปัจจุบัน

พระธาตุฝุ่น


            ตั้งอยู่กลางป่าห่างจากบ้านทรายมูลไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๓ กิโลเมตร  อยู่ในเขตอำเภอทรายมูล พระธาตุฝุ่นเป็นเจดีย์เก่าแก่  อยู่ในสภาพพังทลายไปมาก  ชาวบ้านได้สร้างอาคารมุงหลังคาคลุมเอาไว้  พร้อมทั้งได้สร้างพระพุทธรูปปูนปั้น ขนาดหน้าตักกว้าง ๑ เมตรเศษ ประดิษฐานไว้ทางด้านตะวันตกขององค์พระธาตุ  เพื่อเป็นที่สักการบูชา  ต่อมาได้มีการสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ขึ้นแทน  ตั้งอยู่ห่างจากพระธาตุเก่าประมาณ ๙ เมตร
            ประวัติความเป็นมาที่เล่าสืบกันมาประมวลได้ว่า  เมื่อชาวบ้านทรายมูลอพยพมาจากเวียงจันทน์  ก่อนอพยพ หัวหน้าผู้นำชาวบ้านได้ให้ทุกคนขุดเอาดินตรงที่ฝังสายรก (ภาษาอีสานเรียก สายแฮ)  คือดินจากบ้านเกิดคนละ ๑ กำมือ  เอาผ้าขาวห่อนำติดตัวมาด้วยทุกคน  เพื่อให้แม่พระธรณีจากบ้านเกิดช่วยคุ้มครอง ดูแลตลอดเวลาการเดินทาง  เมื่อเดินทางมาถึงจุดที่เหมาะสมที่จะตั้งชุมชนแห่งใหม่  คือบริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพระธาตุแห่งนี้  จึงให้ทุกคนเอาดินที่นำติดตัวมา  กองรวมกันแล้วสร้างเจดีย์ครอบไว้  เพื่อเป็นการรำลึกถึงแม่พระธรณีบ้านเกิด  จัดให้มีการสักการบูชาเป็นประจำทุกปี  ดินที่ทุกคนนำมานั้นเรียกว่าดินฝุ่น  พระเจดีย์ที่สร้างขึ้นจึงเรียกว่าพระธาตุดินฝุ่น  ต่อมาชื่อได้กร่อนไปเป็นพระธาตุฝุ่น  ส่วนคำว่าดินฝุ่นนั้นรวมกันเรียกว่า ทรายมูล  คือเป็นดินทรายอันเป็นมรดกจากบ้านเดิม ตั้งชื่อว่า บ้านทรายมูล

วัดป่าดอนธาตุ

            ตั้งอยู่ในแนวป่าระหว่างบ้านบ่อบึงกับบ้านน้อยโพนจาน ตำบลสงยาง อำเภอมหาชนะชัย  ตามลักษณะและสภาพโบราณสถานน่าจะเป็นวัดร้าง  เพราะมีกองอิฐซึ่งน่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างประเภทพระอุโบสถ หรือที่ทางอีสานเรียกว่าสิม  และมีเจดีย์ที่ปรักหักพังลงมา เหลือแต่เพียงส่วนฐานขึ้นไปถึงส่วนแอวขัน  มีศิลปะปูนปั้นเป็นลายก้านขด มีก้นหอยอยู่ด้านบน มีกาบซ้อนหอยลงสู่เบื้องล่าง  ศิลปะคล้ายหรือเหมือนกันกับธาตุบรรจุอัฐิของเจ้าพระยาวิชัยราชขัติยวงศา  ทั้งรูปแบบและขนาด

รอยพระพุทธบาทจำลองวัดป่าอัมพวัน

            วัดป่าอัมพวันตั้งอยู่ในอำเภอเมือง ฯ เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยที่เมืองยโสธรมีเจ้าเมืองตามการปกครองหัวเมืองลาว  มีพระอุโบสถและมณฑปครอบรอยพระพุทธบาท  รอยพระพุทธบาทสร้างด้วยหินทรายแดง  กว้างประมาณ ๘๐ เซ็นติเมตร  ยาวประมาณ ๓ เมตร ที่ขอบรอยมีลายแกะสลักเป็นลายก้านขด  ฐานด้านข้างเป็นรอยกลีบบัวซ้อนเหลื่อมกัน  ตัวมณฑปเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มียอดเรียวแหลมลดหลั่นจากเรือนมณฑปขึ้นไป
            ประวัติความเป็นมา กล่าวว่า วัดป่าอัมพวันสร้างโดยพระสุนทรราชวงศา (ศรีสุพรหม) กับอุปฮาดเงาะ  อุปฮาดเงาะได้รับหน้าที่เป็นนายกอง คุมไพร่พลและเสบียงไปสมทบกับกองทัพของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม  คราวไปปราบศึกฮ่อที่หนองคาย  มีความชอบได้รับโปรดเกล้า ฯ พระราชทานยศเป็นเจ้าอุปฮาด เจ้าอุปฮาดดีใจมากจึงได้พาญาติพี้น้อง และบ่าวไพร่ไปเลือกหินจากริมน้ำห้วยทวน  ข้างบ้านสิงห์โคก  นำมาสร้างรอยพระพุทธบาทจำลอง  แล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนแท่นข้างโบสถ์ ชาวเมืองเรียกว่า หอพระบาท

รอยพระพุทธบาทจำลองวัดศรีธรรมาราม

            เดิมรอยพระพุทธบาทจำลองชิ้นนี้ ได้เคยประดิษฐานอยู่ที่วัดทุ่งสว่างชัยภูมิ  ต่อมาวัดดังกล่าวไม่มีสงฆ์อยู่ครอง  ทางวัดศรีธรรมารามจึงได้ขอเคลื่อนย้ายมาเก็บรักษาไว้ที่วัดจนถึงปัจจุบัน

รอยพระพุทธบาทจำลองวัดพระพุทธบาทบ้านหนองยาง
            เป็นรอยพระพุทธบาทที่สลักจากหินทราย  ด้านบนฝ่าพระบาทสลักลายมงคล ๑๐๘ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในศาลาโถงวัดพระพุทธบาทยโสธร  จึงเรียกว่า รอยพระพุทธบาทยโสธร  ตามประวัติกล่าวว่าพระมหาอุตตมปัญญา และลัทธิวิหาริกได้นำมาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๙ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นโดยอิทธิพลวัฒนธรรมอีสาน (ล้านช้าง) หรือล้านนา  อายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๔ - ๒๕ ช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
รอยพระพุทธบาทจำลองวัดภูกลอย


            ประดิษฐานอยู่ที่วัดภูกลอย หรือวัดเทวัญคีรี อำเภอไทยเจริญ อยู่บนภูเตี้ย ๆ ทางด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาชัน  ด้านทิศตะวันตกเป็นหินลาดต่ำลงไปจนจดลำธาร  ทิศเหนือ - ใต้เป็นหินแตก  รอยพระพุทธบาทเป็นรอยที่ติดอยู่บนโขดหิน  ลักษณะของรอยเหมือนคนเหยียบลงไปบนดินเหนียว  แล้วถอยเท้ายกขึ้นเหมือนรอยเท้าคนจริง ๆ แต่มีขนาดใหญ่กว่าเท้าคนธรรมดาทั่วไป  ทางวัดได้ก่อสถูปเจดีย์ครอบรอยพระพุทธบาทไว้  นับว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญของอำเภอไทยเจริญ

วัดทุ่งสว่างชัยภูมิ

            อยู่ในเขตตำบลในเมือง อำเภอเมือง ฯ จากพงศาวดารเมืองยโสธร ฉบับของพระยามหาอำมาตยาธิบดี มีความว่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๘ เจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์ได้สู้รบกับทางกรุงเทพ ฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาราชสุภาวดีเป็นแม่ทัพ  ยกกำลังไปตั้งค่ายอยู่ที่เมืองพานพร้าว  และเมื่อพระพิชัยสงครามซึ่งยกกำลังล่วงหน้าไปก่อน  เสียทีแก่ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์  พระยาราชสุภาวดีจึงให้ถอยกำลังมาตั้งอยู่ที่เมืองยโสธร  แล้วทำพิธีปฐมกรรมตัดไม้ข่มนาม  สถานที่ขุมนุมทำพิธีคือที่วัดทุ่งสว่างชัยภูมิแห่งนี้ ต่อมาอุปฮาดแพงรักษาการเจ้าเมืองยโสธร ได้รับพระบัญชาให้จัดกองทัพไปช่วยรบทางเมือง เสียมราฐ ประทายเพชร และพระตะบอง  ก่อนนำทัพไปรบก็ได้ทำพิธีที่เนินตรงวัดทุ่งสว่างชัยภูมิ เช่นกัน  เมื่อไปรบมีชัยชนะกลับมา  เห็นว่าพื้นที่โนนทุ่งนี้เป็นชัยภูมิดีเลิศ  จึงได้สร้างธาตุเจดีย์ แล้วยกขึ้นเป็นวัด ชื่อวัดชัยชนะสงคราม หรืออีกชื่อหนึ่งว่า วัดบูรพาทิศาราม  แล้วอัญเชิญรอยพระพุทธบาท จากวัดใต้ศรีมงคลมาประดิษฐานไว้ภายในพระเจดีย์ดังกล่าว  แต่ต่อมารอยพระพุทธบาทจำลองนี้ได้ย้ายไปไว้ที่วัดศรีธรรมาราม และองค์พระเจดีย์ได้มีการบูรณะเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๔

พระอุโบสถวัดใต้ศรีมงคล

            วัดใต้เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของเมืองยโสธร  มีพระอุโบสถที่มีรูปแบบทางศิลปะล้านนาผสมล้านช้าง  กล่าวคือใต้หน้าบันลงมาระหว่างเสาสองต้น  จะมีลวดลายไม้แกะสลักห้อยลามลงมาตามเสาทั้งสอง แล้วห้อยย้อยลงตรงกลางเหมือนรวงผึ้ง  ส่วนเสาไปหาระเบียงก็ประดับลวดลายระหว่างเสาเช่นเดียวกัน  เสาเป็นรูปเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง  มีกลีบบัวสัตบุษย์หงายรองรับส่วนบน  ภายในวัดนี้ได้พบธรรมาสน์ และโฮงเทียนศิลปะลาวรุ่นเก่า  พระอุโบสถแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมดีเด่นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ที่ยังคงสภาพมาจนถึงปัจจุบัน

หอไตรวัดศรีธาตุ


            เป็นหอไตรตั้งอยู่กลางสระน้ำ มีระเบียงรอบยื่นมาติดเสาระเบียง  เดิมใช้เป็นที่เก็บหนังสือผูกใบลานต่าง ๆ รวมทั้งเอกสารพื้นเมืองที่เก่าแก่  ปัจจุบันมีสภาพทรุดโทรมมาก  แต่ยังคงคุณค่าสูงในทางสถาปัตยกรรม บานประตูเป็นลายเครือเถา  และสลักลวดลายสวยงาม

| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | บน |